วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ระบบบริหารความเสี่ยง


ระบบบริหารความเสี่ยงหน่วยงาน ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภี
.............................

     I.        นโยบาย
-       หน่วยงานให้บริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของ ผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่
-       หน่วยงานมีบัญชีรายการความเสี่ยง  และมาตรการจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ
-       หัวหน้าหน่วยงานมีบทบาทเป็นผู้จัดการความเสี่ยงของหน่วยงาน
   II.        ความรับผิดชอบ
             หัวหน้าหน่วยงาน
                -
ทบทวนนโยบายและแผนดำเนินการบริหารความเสี่ยง


-  พิจารณาคำร้องเรียน และการเรียกร้องค่าเสียหาย
-  ส่งเสริมให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
-  ส่งเสริมให้เกิด การสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย อยู่ในกิจกรรมปกติประจำวัน
-  ประเมินผลการดำเนินการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานปีละ  1  ครั้ง
-  ประสานกิจกรรมบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาล
-  รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลทุก 3  เดือน
-  ให้คำปรึกษา แนะนำ แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน เกี่ยวกับกิจกรรมบริหารความเสี่ยง
-  ให้ความรู้และสร้างความตระหนัก  เรื่อง  การบริหารความเสี่ยงแก่บุคลากร
-  วางระบบบริหารความเสี่ยง ค้นหา วิเคราะห์ และจัดทำบัญชีความเสี่ยง ของหน่วยงาน จัดทำมาตรการการป้องกันและจัดการที่ชัดเจนในประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญๆ
-  ประเมินผล ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้ม ความเสี่ยง และปรับปรุงบัญชีความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ  1 ครั้ง
-  มีการสื่อสารในหน่วยงาน ให้เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจในประเด็นเสี่ยงที่สำคัญ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย อยู่ในกิจกรรมปกติประจำวัน
-  ประเมินประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยง การดักจับความเสี่ยง  การแก้ไขปัญหา  การหาสาเหตุราก  สาเหตุเชิงระบบ  แนวทางป้องกันและลดความสูญเสียที่วางไว้มีประสิทธิภาพหรือไม่
   เจ้าหน้าที่
-  เรียนรู้เรื่องความเสี่ยงของหน่วยงานและโรงพยาบาล ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน
ความเสี่ยงที่กำหนด
-  รายงานอุบัติการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
-  เสนอแนะแนวทางการป้องกันความเสี่ยง ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในการป้องกันความเสี่ยง
 III.        คำจำกัดความ
1.     ความเสี่ยง หมายถึง โอกาสที่จะประสบกับความสูญเสีย หรือสิ่งไม่พึงประสงค์ โอกาสความน่าจะเป็นที่จะเกิดอุบัติการณ์
2.     อุบัติการณ์ (incident) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย,จิตใจ,ชื่อเสียง,ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม  ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ คำร้องเรียนหรือการฟ้องร้อง
  อุบัติการณ์ที่เกิดกับผู้ป่วยรายแรก คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับผู้ป่วยรายอื่นๆ
3.     เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse event) คือ อุบัติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย ครอบคลุมถึงการเกิดโรค ภาวะแทรกซ้อน การบาดเจ็บ ความทุกข์ทรมาน ความพิการ และการเสียชีวิต
     และอาจจะเป็นอันตรายทางด้านสังคม หรือจิตใจ
4.     sentinel event คือ ความเสี่ยงที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษหรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตหรืออันตรายขั้นรุนแรง ที่ต้องตื่นตัว ใส่ใจ ให้ความสำคัญสูง
5.     เหตุเกือบพลาด (near miss )คือ การกระทำหรือละเว้นการกระทำซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย แต่ไม่เกิดอันตรายเนื่องจากความบังเอิญ การป้องกัน หรือการทำให้ปัญหาทุเลาลง
6.     วัฒนธรรมความปลอดภัย (safety culture) คือคุณลักษณะขององค์กรในด้านความปลอดภัยดังนี้
(1) การรับรู้ถึงธรรมชาติขององค์กรที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสเกิดความผิดพลั้ง
(2)ลักษณะองค์กรที่ไม่มีการตำหนิกัน บุคลากรสามารถรายงานความผิดพลั้ง โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษ
(3) มีความร่วมมือกันอย่างกว้างขวางเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ
(4) ความเต็มใจขององค์กรที่จะสนับสนุนทรัพยากรเพื่อความปลอดภัย

  1. ระเบียบปฏิบัติ
1.     การค้นหาความเสี่ยง  เราสามารถค้นหาความเสี่ยงได้จาก
ก.    เรียนรู้จากบทเรียนของผู้อื่น เช่น รายงานจากสื่อมวลชน การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากโรงพยาบาลอื่น
ข.    ทบทวนความรู้ทางวิชาการ เช่น การทบทวนวรรณกรรม (รวมทั้ง patient safety guide :SIMPLE)
ค.    ทบทวนบทเรียนของเราเอง
• เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น รายงานอุบัติการณ์ การทบทวนเวชระเบียน
กิจกรรมทบทวนทางคลินิก ตัวชี้วัดต่างๆ บันทึกต่างๆ
• เหตุการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น เช่น การวิเคราะห์กระบวนการการตามรอยทางคลินิก,
 การสำรวจในสถานที่จริง, การตามรอยกระบวนการ,
 การวิเคราะห์ FMEA (โอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตในระบบงานใหม่ เครื่องมือใหม่ สถานที่ปฏิบัติงาน โดยตั้งคำถามจะเป็นอย่างไรถ้า.....)
·  ค้นหาจากประสบการณ์ของบุคคล

2.     การวิเคราะห์ความเสี่ยง   รายการความเสี่ยงที่ค้นหาได้ อาจรวบรวมไว้ในบัญชีรายการความเสี่ยงของหน่วยงานหรือตารางเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ความสำคัญของความเสี่ยง
อาจจัดหมวดหมู่ของความเสี่ยงเพื่อจะได้ค้นหาได้ครอบคลุม เช่น ด้านอันตรายต่อผู้ป่วย ด้านอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านข้อมูลข่าวสาร

รายการความเสี่ยง
ความรุนแรง
จำนวนอุบัติการณ์
.
.
.
.
.
มี.
เม.
.
มิ.
.
.
.
รวม
1.ให้ยาผิดเวลา ผิดคน ผิดขนาด


AB













CD












EF












2.หลอดเลือดอักเสบจาการให้สารน้ำ


CD













EF













ตารางจัดระดับความสำคัญของความเสี่ยง  (Risk  Matrix)
โอกาสเกิดซ้ำ
ความรุนแรง
AB
CD
EF
GHI
เกิดบ่อย  เกิดขึ้นหลายครั้งในรอบปี
ต่ำ(L)
ปานกลาง(M)
สูง(H)
สูง(H)

เกิดเป็นครั้งคราวเกิดขึ้น 2 – 3 ครั้งในรอบปี

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)

สูง(H)

สูง(H)

เกิดขึ้นน้อย  2 – 3  ครั้งในรอบ  2 – 3  ปี

ต่ำมาก(LL)

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)

สูง(H)

เกิดน้อยมาก  เกิด1 – 2  ครั้งในรอบ 3 – 5ปี 
เกิดขึ้นที่  รพ.อื่น
ต่ำมาก(LL)

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)
สูง(H)



รายการความเสี่ยง
วิเคราะห์ความเสี่ยง
หมายเหตุ

ความถี่
ความรุนแรง
ระดับความเสี่ยง


















3.    การจัดการความเสี่ยง
o     การจัดการความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ
ก.         นำรายการความเสี่ยงที่สำคัญจากข้อ 1  มาจัดทำบัญชีความเสี่ยงของหน่วยงาน
 โดยรายการความเสี่ยงที่มีระดับความสำคัญสูง และปานกลาง  ต้องมีแผนการจัดการความเสี่ยง ทุกรายการ
ข.         วิธีการควบคุมความเสี่ยง
1)   หลีกเลี่ยงความเสี่ยง
2)   ถ่ายโอนความเสี่ยง
3)   การแบ่งแยกความเสี่ยง
4)   การป้องกันความเสี่ยง
                 การปกป้อง การใช้เครื่องป้องกัน
                 การมีระบบบำรุงรักษาเชิงป้องกันและมาตรฐานเกี่ยวกับเครื่องมือ
                 การมีระเบียบปฏิบัติและวิธีปฏิบัติในการทำงาน
                 การควบคุมกำกับ
                 การให้ความรู้ ทักษะแก่เจ้าหน้าที่
                     
ค.         การจัดทำมาตรการจัดการความเสี่ยง
1)   แนวทางป้องกัน การจัดระบบป้องกันความผิดพลาด      
§  การเตรียมคน
§  การเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ
§  การเตรียมข้อมูลข่าวสาร
§  วิธีปฏิบัติงานที่รัดกุม
§  การควบคุมกระบวนการ
2)   แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหา
§ การตรวจพบปัญหา จะตรวจพบปัญหาให้เร็วที่สุดได้อย่างไร โดยใคร เป็นการจัดการวิธีค้นหาความผิดพลาดเหล่านั้นให้ปรากฏเพื่อเราจะได้หยุดได้ทัน
§  การลดความเสียหาย จะแก้ปัญหาอย่างไร  โดยใคร เป็นการจัดระบบที่ลดความรุนแรงของความเสียหายเมื่อความผิดพลาดดังกล่าวไม่สามารถหยุดได้ทัน
§ การรายงาน ควรรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงระดับใด วิธีใด
o    การจัดการความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุ
ก.    การระงับเหตุ
-  เมื่อสถานการณ์ความเสี่ยงเกิดขึ้น ให้ผู้ประสบเหตุ เข้าระงับเหตุทันที  ถ้าไม่สามารถระงับเหตุได้ แจ้งหัวหน้าหน่วยงานทันที เฉพาะเหตุที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทันที
-  กรณีหัวหน้าฝ่ายงาน ระงับเหตุไม่ได้ ให้รายงานแพทย์เวรหรือแพทย์เจ้าของไข้ พิจารณาสั่งการระงับเหตุทางการแพทย์  หรือให้รายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป พิจารณาสั่งการระงับเหตุด้านอื่นๆ
ข.    การรายงานอุบัติการณ์
-  ผู้ประสบเหตุ เป็นผู้เขียนบันทึกอุบัติการณ์ รายงานหัวหน้าหน่วยงานทราบภายใน 24 ชั่วโมง
-  กรณีมีผู้ประสบเหตุหลายคน ให้ผู้ที่เป็นหัวหน้าเวร เป็นผู้เขียนบันทึก
-  กรณีเป็นคำร้องเรียน ผู้รับคำร้องเรียนเป็นผู้เขียนบันทึกอุบัติการณ์
-  กรณีเป็นเรื่องที่อาจเกิดการฟ้องร้องหรือเสื่อมเสียชื่อเสียงของโรงพยาบาลหรือบุคคล ให้รายงานด้วยใบบันทึกอุบัติการณ์และเก็บรักษาในที่ปลอดภัย
-  กรณีเหตุการณ์รุนแรงระดับGHIขึ้นไปหรือเป็นเหตุการณ์ที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ให้มีการรายงานด้วยวาจาก่อนทันทีที่ทำได้ กรณีอุบัติการณ์มีความรุนแรงสูง ให้รายงานผู้อำนวยการทันที

ค.    หัวหน้าหน่วยงาน ตรวจสอบ วิเคราะห์ความรุนแรง  สาเหตุเบื้องต้นและสาเหตุเชิงระบบ Root cause  analysis(RCA)  และวางแผนการปรับปรุงตามความสำคัญของเหตุการณ์

ระดับความเสี่ยง
ระยะเวลาการรายงาน
แนวทางการดำเนินการ
G - I
ภายใน  48  ชั่วโมง
-          ต้องทำ  RCA  หรือทบทวนมาตรการความเสี่ยง  ภายใน  1  เดือน
E - F
ภายใน  1  เดือน
-          ทำ  RCA  หรือทบทวนมาตรการความเสี่ยง  ภายใน  3  เดือน
A - D
ทุก  3  เดือน
-          ทำ  RCA  เป็นรายกรณี  หรือทบทวนข้อมูลรวม  (Aggregate  Review) ภายใน  1  ปี




4.    การประเมินผล
o   การนำเหตุการณ์ และความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาตรวจสอบทบทวนสาเหตุโดยให้ความสำคัญกับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ หรือรุนแรงคำถามที่ต้องถามคือ
              อุบัติการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งที่มีมาตรการป้องกันแล้ว
              อุบัติการณ์นี้มีสาเหตุจากระบบหรือไม่ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่
              สาเหตุราก หรือ รากเหง้าของปัญหา คืออะไร
o   การทบทวนว่ากลยุทธ์ที่ใช้อยู่นั้นได้ผลดีหรือไม่ โดยการติดตามแนวโน้มของการเกิดอุบัติการณ์ การเกิดซ้ำ ความรุนแรง ติดตามแผนการแก้ไขปรับปรุงตามสาเหตุราก และตรวจสอบว่า มาตรการที่ใช้ป้องกัน เหมาะสมหรือไม่
o   ตรวจสอบความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่
o   การประเมินผลเป็นการสะท้อนกลับ( feedback) ซึ่งจะก่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือการแก้ไขกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว
o   การหาสาเหตุราก

การจัดการให้ปลอดภัย
      ความผิดพลาดนั้นเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของมนุษย์  ดังนั้นการจัดการเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจึงยึดหลักว่า  แม้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดความผิดพลาด  แต่เราสามารถออกแบบระบบที่ลดความผิดพลาดเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย  โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญในการจัดระบบสามประการ ได้แก่
1. การจัดระบบป้องกันความผิดพลาด  เช่นการใช้คอมพิวเตอร์  ระงับการจ่ายยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา  การใช้  CareMap  ในการสั่งการรักษาโรคที่มีรายละเอียดมาก  เป็นต้น
2. การจัดการวิธีค้นหาความผิดพลาดเหล่านั้นให้ปรากฏเพื่อเราจะได้หยุดได้ทัน  เช่น  การตรวจซ้ำในเรื่องชนิด  และขนาดของยาอันตรายที่จะให้ผู้ป่วย   การรายงานอุบัติการณ์ความผิดพลาดโดยยังไม่เกิดอันตรายกับผู้ป่วย  การทบทวนการดูแลผู้ป่วย  เป็นต้น
3. การจัดระบบที่ลดความรุนแรงของความเสียหายแม้ความผิดพลาดดังกล่าวไม่สามารถหยุดได้ทันจนทำให้เกิดอุบัติการณ์ที่ไม่พึงประสงค์  เช่น  การเตรียม  antidote  ให้พร้อมใช้หากมีการใช้ยาอันตราย  ผิดพลาด การเตรียมพร้อมเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วย  เป็นต้น
เทคนิค  ในการจัดการเพื่อลดความผิดพลาด  และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์  ได้แก่
1. การลดการพึงพาความจำ  เช่น  การใช้  checklist,  protocol,  CPG,  CareMap  ในขั้นตอนที่เสี่ยงสูง หรือผิดพลาดได้ง่าย
2. การใช้ข้อมูลที่สะดวก  เช่น  การออกแบบเวชระเบียนที่สะดวกต่อการหาข้อมูลจำเป็นของผู้ป่วย  การรายงานอุบัติการณ์ที่ไม่ยุ่งยาก
3. ระบบความป้องกันความผิดพลาด  เช่น  มีระบบที่แจ้งเตือน  หรือระบบห้ามสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ 
4. การปรับให้ระบบงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน  เช่น  การจัดทำวิธีปฏิบัติงาน 
5. การฝึกอบรมให้บุคลากรมีความรู้อย่างเพียงพอในเรื่องที่จำเป็น  เช่น  การอบรมการบริหารความเสี่ยง  การอบรมความรู้เรื่องโรคหรือหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง
6. การทบทวนกระบวนการ เพื่อลดความซับซ้อน  หรือขั้นตอน  ทางเลือก  เวลา 
7. การลดความเสี่ยงหากมีความเปลี่ยนแปลงระบบ  เช่น  กำหนดข้อควรระวัง  ทดลองปฏิบัติ  ติดตามผลลัพธ์
8. การลดความเครียดในการทำงาน  เช่น  การจัดสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดความกังวล  หรือเหนื่อยล้าเกินไป

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประชุมระบบวัคซีน และการควบคุมคุณภาพระบบลูกโซ่ความเย็นด้วย Computerized Data Logger

สำนักงานหลักประกันสุขภาพและองค์การเภสัชกรรม จัดทำโครงการควบคุมคุณภาพระบบลูกโซ่ความเย็นด้วย Computerized Data Logger  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้การใช้ Computerized Data Logger ให้แก่หน่วยบริการ และติดตามอุณหภูมิการขนส่งและการจัดเก็บวัคซีน ตั้งแต่หน่วยบริการประจำรับวัคซีนจากบริษัทขนส่งจนการจัดเก็บวัคซีนของรพสต.  ประเภทวัคซีนที่ใช้ในการติดตามประเมินผล คือ DTP-HB เนื่องจาก Immunological Potency ของวัคซีนดังกล่าวจะสูญเสียเมื่อวัคซีนถูกแช่แข็ง  วันนี้( 8 ก.ค. 2554)โรงพยาบาลสารภีจึงได้จัดประชุมชี้แจงแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานวัคซีนใน รพสต.ทุกแห่งในอำเภอสารภี
            โครงการนี้จะมีการติดตามอุณหภูมิโดยรพสต.ที่ได้เข้าร่วมประชุมจะได้รับ Log Tag แห่งละอันขณะมารับวัคซีนที่เบิกประจำเดือนกรกฎาคม และนำกลับไปใส่ตู้เย็นที่ รพสต.จนครบเดือนหน้าที่เบิกวัคซีนก็นำกลับมาให้หน่วยเภสัชกรรมของโรงพยาบาลประมวลผลและวิเคราะห์ พร้อมส่งรายงานให้ สปสช.ต่อไป
           งานนี้ นพ.จรัส  สิงห์แก้วผู้อำนวยการโรงพยาบาลสารภี ได้เน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการรักษาคุณภาพระบบลูกโซ่ความเย็นเพื่อให้เด็กที่รับวัคซีนได้รับอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงจริยธรรมของผู้รับผิดชอบด้วยที่ต้องถือว่าเด็กที่มารับวัคซีนเสมอเหมือนลูกหลานของเราที่ต้องได้รับบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

รื่นเริงเถลิงศกใหม่....

สวัสดีปีใหม่ค่ะ...

  เทรนด์ปีนี้มีการสวดมนต์ข้ามปีนะคะ เริ่มต้นดีด้วยสติ มีสมาธิ ก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ศูนย์สขภาพชุมชนตำบลสารภีก็ขอส่งความสุขและความปราถนาดีมายังทุกท่านๆที่ติดตามบล็อกและผลงานของเราด้วยนะคะ 
  ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกดลบันดาลให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญตลอดปี 2554และตลอดไปค่ะ....

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เหลียวมองรอบข้าง ส่องทางพัฒนา

24 ธันวาคม 2553
     โรงพยาบาลสารภีได้จัดงานเสวนา "เหลียวมองรอบข้าง ส่องทางพัฒนา" ที่โรงพยาบาลสารภีเพื่อสะท้อนมุมองจากสังคมที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลสารภี ความคาดหวังเพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของพื้นที่ โดยมีกิจกรรมการเสวนาจากตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ กรรมการพัฒนาโรงพยาบาล ผู้นำท้องถิ่น ผู้สูงอายุ ประชาชน เยาวชน อสม.และจิตอาสา ซึ่งดำเนินกิจกรรมในห้องประชุมโรงพยาบาลสารภี มีเรื่องเล่า "โรงพยาบาลสารภี" โดยตัวแทนชมรมจิตอาสา อปพร.และ อสม. แข่งขันการกล่าวปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง "ถ้าฉันเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลสารภี"
และประกวดวาดภาพในหัวข้อ "โรงพยาบาลสารภีในฝัน" มีนักเรียนเข้าร่วมประกวด 9 คน
ใช้สถานที่ที่ห้องประชุมศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภี



คณะกรรมการประกอบด้วยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสารภี  คือ คุณเดือนเต็ม ตุ่นทรายคำ อาจารย์จากโรงเรียนชุมชนวัดปากกอง สารภี อาจารย์สุภัตรา บุญทวี และนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ น.ส.ธนัชชา  ไชยรินทร์ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 40 คะแนน องค์ประกอบศิลป์ 20 คะแนน เนื้อหาและเรื่องราวของภาพ 20 คะแนน และเทคนิควิธีการ 20 คะแนน



มีผู้ได้รับรางวัลที่ 1 ได้แก่ ด.ญ.ณัฐกฤตา  ใจมาก  ร.ร. วชิราลัย
           รางวัลที่ 2 ได้แก่ ด.ช. อดุลย์ ลุงคำ        ร.ร.ปากเหมือง
           รางวัลที่ 3 ได้แก่ ด.ญ. ดาริน นภาศิรพนา ร.ร.สืบนทีธรรม
           รางวัลชมเชย ได้แก่ ด.ช.วัชรพงษ์  เอื้ออาจิน ร.ร.เวฬุวัน
                                     ด.ญ.ญาณภา  วงศ์สกุลยานนท์ ร.ร.เวฬุวัน
    มีเรื่องราวที่สื่อจากภาพวาดของเด็กๆที่สะท้อนได้อีกอย่างถึงความรู้สึกต่อโรงพยาบาลที่เด็กๆอยากให้เป็นโรงพยาบาลในฝันของตนเองไม่ว่า การสร้างสีสันสดใสของสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม ตึกที่ทันสมัย การแต่งตัวของบุคลากรที่สะอาดเรียบร้อย สีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มใจให้บริการ ตลอดถึงการมีเทคโนโลยีหรือพาหนะที่สร้างความรวดเร็วในการให้บริการ เช่น มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งกรรมการที่ตัดสินภาพได้เข้าใจความคิดของเด็กๆได้เป็นอย่างดีว่า ไม่ควรคิดว่าเด็กสร้างภาพไม่เป็นจริง หรือไม่สมจริง แต่ภาพบ่งบอกถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็กที่อยากให้เป็นเช่นเดียวกับ concept ว่า "โรงพยาบาลสารภีในฝัน" การตัดสินภาพของเด็กๆจึงทำให้กรรมการตัดสินใจยากเหมือนกันคะแนนจึงออกมาใกล้เคียงกัน ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ด้อยกว่าหรือไม่ได้รับรางวัลก็ไม่ต้องน้อยใจนะคะ งานของทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง หากมีโอกาสที่โรงพยาบาลสารภีจัดงานประกวดอีก ก็มาประกวดกันใหม่นะคะ

          ขอบคุณนักเรียนทุกคนที่มาร่วมประกวด อาจารย์ที่นำส่งและมาให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด คณะกรรมการตัดสิน และผู้บริหารโรงพยาบาลสารภีทุกท่านค่ะ



วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธรรมนูญสุขภาพตำบลท่าวังตาล

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม 53  13.30 น.


             มีโอกาสได้ไปร่วมสังเกตการณ์การดำเนินการจัดทำสมัชชาสุขภาพเพื่อนำไปสู่ธรรมนูญสุขภาพของตำบลท่าวังตาลมีเจ้าอาวาสวัดบวกครกเหนือเป็นเจ้าภาพ ได้ยินว่ามีการพูดคุยกันเรื่องวิทยุชุมชนกันมาตั้งแต่ภาคเช้าแล้ว บ่ายเลยเข้าร่วมสมัชชาสุขภาพต่อ มีหลายภาคส่วนของตำบลเช่น ดีเจวิทยุชุมชน ประธาน อสม. อสม.องค์กรส่วนท้องถิ่น กลุ่มต่างๆหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่จัดตั้งเพื่อสวัสดิการของสังคมท่าวังตาล (ต้องขออภัยที่เอ่ยนามมาไม่หมด) แต่ก็คุ้นหน้าคุ้นตาดี  นอกจากส่วนของสังคมแล้วก็มีส่วนของหน่วยงานรัฐ ได้แก่ หน่วยงานด้านสุขภาพ(แน่นอนค่ะ...เพราะงานนี้เป็นเรื่องสุขภาพนี่คะ) มีคุณหมอจรัส สิงห์แก้ว ผอก.โรงพยาบาลสารภีเป็นหลัก คุณนภาพร มูลมั่ง สาธารณสุขอำเภอสารภี คุณสุภาพ ผอก.รพสต.ท่าวังตาล และที่ขาดไม่ได้คือ ส่วนของวิชาการ งานนี้มาเพียบเลยค่ะ ทั้งอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ วพบ.พระบรมราชชนนีเชียงใหม่ ที่สำคัญคือ ดร.วันทนีย์ ชวพงษ์ และอาจารย์สุทธิพงษ์ วสุโสภาผล ที่เป็น Moderator โดยอาจารย์สุทธิพงษ์ ได้กรุณาเลคเช่อร์เกี่ยวกับสมัชชาสุขภาพ เครื่องมือสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ข้าเจ้าก็นั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเพราะเป็นเรื่องใหม่ของพยาบาล ปกติข้าเจ้าไม่ค่อยอยากฟังอะไรที่ยากๆหรอกค่ะ แถมไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับพยาบาลเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ต้องมานั่งเรียนรู้ไปกับชุมชน เลยเกิดความรู้สึกว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก เราเป็นเพียงตัวตนเล็กๆที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของโลกเท่านั้นเอง ยิ่งค้นหายิ่งน่าสนใจ ที่สำคัญช่วยลดอัตตาตนเองที่คิดว่าเราเป็นคุณแม่รู้ดีได้เป็นอย่างดี เพราะชุมชนเขารู้ตัวของเขาเองได้ดียิ่งกว่า 
            วกกลับมาเรื่องสมัชชาดีกว่านะคะ หลังจากที่อาจารย์สุทธิพงษ์ได้บรรยาย ก็มาdiscuss กันว่าจะเริ่มต้นอย่างไร อาจารย์บอกว่า ตำบลมีทุนเดิมของตนเองเพียงแต่ต้องการการเชื่อมโยงและขยายผลเรียกว่าเป็นแก่น มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด โดยมีหน่วยงานต่างๆที่สนับสนุนอยู่วงนอก ระบบนโยบายสาธารณะของท่าวังตาลเริ่มต้นมาจากสวัสดิการของชุมชน ที่เป็น normal interest ที่คนท่าวังตาลเห็นพ้องต้องกันว่า "เอาโตย" มีการเปลี่ยนแปลงฐานคิดของชุมชนที่หมุนไปเรื่อยๆ มีการพูดคุยกันเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการสอบทวนแล้วนำไปปฏิบัติโดยตัวชุมชนเองเป็นผู้กำหนดทิศทางว่าจะไปทางไหน จึงจะเป็นนโยบายของสาธารณะ ไม่ใช่นโยบายเพื่อสาธารณะที่จัดทำโดยรัฐ สรุปคร่าวๆตามผังดังนี้ (คุณรุ่ง สุริยาเป็นคนสรุปค่ะ มิใช่ข้าเจ้า อิอิ)



             จากที่ discuss กัน เปิดใจพูดกันเรื่องแรงบันดาลใจที่จะทำนโยบายสาธารณะทั้งของ ผอ.โรงพยาบาลสารภี ทั้งอสม. ที่มีแนวคิดและความต้องการด้านสุขภาพเพื่อจูนคลื่นให้ตรงกัน เช่น ข้อมูลคืนกลับสู่ชุมชน เพื่อสร้างความตระหนกและตระหนัก อาจารย์สุทธิพงษ์ได้เสนอว่า น่าจะพูดจุดประเด็นให้กระแทกใจเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นจุดหักมุม  แล้วจะมีการขับเคลื่อนเพื่อให้มีข้อตกลงสาธารณะเพื่อสุขภาพได้อย่างไร ผอ.โรงพยาบาลสารภีได้เสนอว่า แต่ละตำบลของอำเภอสารภีได้มีประสบการณ์ทำธรรมนูญสุขภาพมาบ้างแล้ว เช่น ตำบลดอนแก้ว ขัวมุง ฯ และมองว่าทั้ง 12 ตำบล สามารถทำได้เกิน 80% น่าจะจัดทำทั้งอำเภอเพราะท่านต้องดูแลสุขภาพทั้งอำเภออยู่แล้ว ไปๆมาๆผอ.โรงพยาบาลสารภีขยับจากการทำธรรมนูญสุขภาพของตำบลขยายไปทั้งอำเภอแล้วเจ้าค่ะ...
            อาจารย์สุทธิพงษ์ได้สรุปว่า สิ่งที่ต้องมีเบื้องต้นก็คือ
  1. มีเรื่องเล่าเร้าพลัง
  2. เชื่อมโยงกลไก คน เงิน งาน ประเด็น
  3. มีข้อตกลงสาธารณะเพื่อสุขภาพร่วมกันทุกตำบล
  4. ต้องมีกระบวนการร่วม (ออกแบบที่ดี) ทำซ้ำๆ
              ผอ.โรงพยาบาลสารภีได้เสนอใช้วัดบวกครกเหนือเป็นสถานที่หลักในการประชุม พูดจาปรีกษาหารือ ส่วนแกนนำค่อยขยายเพิ่มว่าจะมีใครเข้ามาช่วยโดยสมัครใจ
วิชาการ: แกนหลักเป็นคณะพยาบาลศาสตร์ มช. แกนร่วมคือ  มหาวิทยาลัยพายัพ วพบ.พระบรมราชชนนีเชียงใหม่ และอื่นๆ
หน่วยงานภาครัฐ : รพ. สสอ.  อปท.ในตำบล 
ภาคประชาสังคม : อสม. ผู้นำชุมชน ผู้สูงอายุ ฯลฯ
   ผอ.โรงพยาบาลสารภีรับเป็นสำนักเลขาฯ ในระยะแรก มี ดร.ฐาวรี เป็นผู้ดำเนินการในตำแหน่งเลขาฯ (งานเข้าแล้ว น้องอ้วน...ได้บุญนะคะ ทำไปเถอะน้าาา) ออกแบบทำให้เกิดกระบวนการคุยกันและได้คิดกันไปเรื่อยๆ มีการสะสม แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไรค่อยประเมินนะคะ ให้สุกงอมด้วยตัวมันเอง ต่อยอดไปเรื่อยๆ
      กำหนดคุยกันครั้งแรกที่วัดบวกครกเหนือวันเสาร์ที่ 29  มกราคม 2554 เวลา 9.00 น. ไปเรื่อยๆ เพื่อการพูดอย่างปราณีต เจ้าอาวาสจะเลี้ยงขนมจีน ผอ.จรัสจะร่วมเป็นเจ้าภาพด้วยคร้า... ท่านอ้วนเจ้าอาวาสจะออกหนังสือเชิญ "แก๋นอื่น" ให้นะคะ โดยมีเนื้อหา มี story telling สัก 3 เรื่อง (อสม.ปริม : เศร้า กินใจ, เคียดแค้นชิงชัง,ตื่นเต้น ) มีการนำเสนอผลการศึกษาที่ทำมาแล้ว ทุนทางสังคม หรือให้ตำบลที่มีนโยบายสาธารณะมาแล้วให้มาเล่าเรื่อง แล้วสุดท้ายยกระดับให้เป็นข้อตกลง จะทำอะไรต่อ อย่างไร
     
      แล้วพบกันนะคะ.....อย่าลืมติดตาม  งานนี้มีลุ้น!!!!!!





                                              

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ตลาดนัดความดี




ต้นเดือนที่ผ่านมามีโอกาสไปประชุมวิชาการเรื่อง “ตลาดนัดความดีสู่จิตบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ภายใต้นวัตกรรมระบบครอบครัวเสมือน”  เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 จัดโดยแก้วกัลยาสิกขาลัย สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี งานนี้เป็นการนำเสนอผลงานของน้องนักศึกษาพยาบาล 5 สถาบันในสังกัดวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ในการใช้ระบบครอบครัวเสมือนในวิทยาลัยที่ประกอบด้วยทั้งบุคลากรในวิทยาลัย อาจารย์และนักศึกษาที่เป็นการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้นักศึกษาพยาบาล  โดยจะเน้นการจัดการศึกษาแบบบูรณาการระหว่างวิชาการ กิจกรรมพัฒนา ให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณสมบัติ เก่ง ดี มีความสุข ในปีงบประมาณ 2554 นี้ได้นำร่องการสอนนักศึกษาพยาบาลในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี 5 แห่งได้แก่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีขอนแก่น วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีจักรีรัช ราชบุรี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบุรี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีพะเยา และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครศรีธรรมราช เนื่องจากพยาบาลถือว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ใช้บริการมากกว่าบุคลากรอื่นๆ โดยนำระบบครอบครัวเสมือนมาใช้ ให้นักศึกษาทุกคนดูแลผู้ให้บริการเปรียบเสมือนว่าเป็นญาติใกล้ชิดหรือเป็นคน ครอบครัวเดียวกับนักศึกษา ซึ่งจะทำให้เกิดสายใยแห่งความเอื้ออาทรขึ้นในจิตใจ และพฤติกรรมที่แสดงออก เพื่อให้ผู้รับบริการพึงพอใจ และได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ซึ่งจะเริ่มฝึกนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 - 4 มีการขยายผลลงสู่ อสม.ด้วย


โดยหลักการก็คิดว่า ดีเหมือนกันนะ หากจะนำมาปรับใช้ในโรงพยาบาลบ้าง อย่างน้อยก็มีตัวชี้วัดของทีม HRDเช่นเดียวกัน คือ เก่ง ดี มีสุข และพอเพียง แต่ทีมนำต้องเห็นด้วยและถือเป็นนโยบายอย่างที่ ผอ.วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีพะเยาได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ให้ความสำคัญมากและอาจารย์ก็เป็นสมาชิกในครอบครัวด้วยเหมือนกัน อาจารย์บอกว่า ทุกคนอาจจะไม่ได้เข้าประชุมพร้อมหน้ากันทุกครั้ง เพราะในบริบทของครอบครัวเราก็ไม่สามารถอยู่พร้อมหน้ากันได้ทุกวัน เพียงแต่ว่าเราจะมีการสื่อสารกันอย่างไรให้เข้าใจกัน มีการใช้ Dialogue ,จิตตปัญญาศึกษา ในระบบครอบครัวเสมือนนี้ มีการแข่งขันกันทำความดีระหว่างครอบครัว เกิดจิตอาสาขึ้น 


สามวันที่เข้าประชุมได้อะไรดีๆเยอะ เกิดกิเลสอยากทำในกลุ่ม อสม.บ้างเหมือนกัน เพราะน่าจะเกิดประโยชน์ที่จะดึงศักยภาพของ อสม.ที่ซ่อนอยู่ได้แสดงออกมาบ้าง ทุกวันนี้มีเพียง One man show แต่...งานช้างเลยนะเจ้าคะ น่าจะมีตัวช่วยบ้างน้อ...


จะกลับบ้านยังพบความดีให้ชื่นใจอีกนะ แท็กซี่ที่มีคุณธรรม มีจิตใจที่ไม่เอาเปรียบผู้โดยสาร แล้วก็รักในหลวงเลยคุยกันถูกคอไปด้วยกัน เนี่ย...เลยทำให้เชื่อมั่นในทฤษฎีแรงดึงดูดของโลก (เกี่ยวกันป่ะนี่) ก็คนที่มีจริตคล้ายกันก็จะพบกัน ทำความดีไว้ก็จะพบคนดี (เข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่า อิอิ) น่า...เชื่อตามหน่อยนะ ทำความดีทุกๆวันนะคะ เราจะได้เจอกัน ใครที่มีศีลเสมอกันก็ได้เจอกันไง....

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วงเวียนชีวิต(ยิ่งกว่าละคร)

PCU สารภีได้ให้การดูแลผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่มีโรคเบาหวานแทรกรายหนึ่งที่มีปัญหาในการรับยาไม่ต่อเนื่องและไม่มาตรวจตามนัด จึงได้ติดตามเยี่ยมบ้านพบผู้ป่วยอยู่เพียงลำพังในเวลากลางวันที่ชั้นล่าง บ้าน 2 ชั้น จึงได้ให้การพยาบาลและให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติ ผ่านไประยะหนึ่งญาติผู้ป่วยได้มาร้องขอให้เจ้าหน้าที่ไปดูป้าให้หน่อยนะ "หมอครับๆ จ้วยไปดูป้าหื้อผมกำลอ เป๋นบ่หลับ บ่นอน หุยอยู่ฮั้นเนาะ" ตอนบ่ายวันนั้นทีมPCUสารภีก็ได้ไปเยี่ยมบ้าน ก้าวแรกที่ได้เข้าไปก็ต้องพบกับสภาพผู้ป่วยที่นอนอยู่บนแหย่ง พร้อมกลิ่นไม่พึงประสงค์ มีจานอาหารเก่าๆ มีตะกร้าใส่ยา ของใช้จำเป็นและถังใส่ปัสสาวะวางอยู่ใกล้ๆ จึงให้ญาตินำถังใส่ปัสสาวะไปทิ้งทำความสะอาด และได้ช่วยกันจัดการเก็บกวาด เช็ดถูทำความสะอาดบริเวณบ้านให้สะอาด ซักเสื้อผ้า,ผ้าห่ม ผึ่งแดดให้เรียบร้อย จากการตรวจร่างกายพบว่าไม่พบสิ่งปกติ แต่สภาพจิตใจต้องดูแลเป็นพิเศษ ในขณะที่เราช่วยกันทำความสะอาด บริเวณที่อยู่ของผู้ป่วยอยู่นั้นพบชายวัยรุ่นผู้หนึ่งนั่งเล่นเกมส์อยู่ในห้อง ก่อนกลับเราได้เชิญเขาออกมาให้คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วย การรับประทานยา การดูแลความสะอาดทั่วไป จากข้อมูลที่ได้รับจากญาติทราบว่าผู้ป่วยเป็นลูกสาวคนโตไปทำงานที่กรุงเทพตั้งแต่สาวๆ ไม่ได้เหลียวแลทางบ้านที่มีพ่อแม่และน้องๆอีก 3 คนทิ้งให้พวกเขาลำบาก หลานๆก็ได้รับข้อมูลแบบนี้ น้องสาวคนเล็กที่ผู้ป่วยมาอาศัยอยู่ด้วยหลังกลับมาจากกรุงเทพเมื่อ10กว่าปีก่อนก็ดูแลแค่ให้ที่อยู่ที่กิน อ้างภาระรับผิดชอบมีมากมาย ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานและต้องดูแลสามีที่ป่วยออดๆแอดๆอีก น้องคนนี้ไม่พอใจที่พี่สาวทอดทิ้งไป ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกเขากับครอบครัวเลยแล้วจะให้พวกเขามาดูแลผู้ป่วยได้อย่างไร หลังจากได้รับข้อมูลครั้งแรกทางทีมงานก็ได้มาปรึกษากันว่าเราจะมีวิธีใดที่จะให้น้องสาว หลาน เหลนของผู้ป่วยเต็มใจ พร้อมที่จะให้การดูแลผู้ป่วย ซึ่งปัญหาของผู้ป่วยขณะนี้คือผู้ป่วยต้องการให้ญาติมาดูแลใกล้ชิด เรียกร้องความสนใจ ทางทีมPCUได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ป่วย,เพื่อนบ้าน,อสมที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านอาหาร การกิน เป็นธุระในการติดต่อขอเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้ ก็ได้รับข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าผุ้ป่วยไปทำงานที่กรุงเทพโดยไปเป็นลูกจ้างร้านทำอาหารมีรายได้เดือนละไม่กี่ร้อยบาท แต่งงานแล้วแต่ไม่มีลูกจึงได้เลิกรากันไป หลังเลิกกับสามีคนแรกก็แต่งงานกับสามีคนที่ 2แต่ก็ไม่มีลูกก็ได้เลิกรากันไปอีก ผู้ป่วยบอกว่า"เฮามีลูกหื้อเปิ้นบ่ได้ ก่หื้อเปิ้นไปแต่งงานใหม่เต๊อะ เอ็นดูเปิ้นไค่ได้ลูก" รายได้ไม่กี่ร้อยบาทนี้ผู้ป่วยได้ให้การช่วยเหลือหลานชาย 2 คน(ลูกของน้องสาว)ที่ไปเรียนที่กรุงเทพ ทุกๆเดือนเหลือเงินเก็บไว้บ้าง ตอนนี้หลานชายทำงานเป็นผู้จัดการร้านสรรพสินค้า มีรายได้เดือนละเป็นแสน ส่งลูกเรียนโรงเรียนฝรั่ง ผู้ป่วยกลับมาอยู่เชียงใหม่ได้ 10กว่าปี ได้รับมรดกเป็นที่ดิน 1ผืน ตอนนี้ก็ได้ยกให้น้องสาวคนเล็กที่ได้อาศัยในขณะนี้ หว้งจะฝากผีฝากไข้ รายได้ที่ได้รับก็แค่เดือนละ 500 บ้านไว้แค่พอซื้ออาหารประทังชีวิต หลานชายได้ส่งเงินมาให้อีกเดือนละ 1,000บาท(แต่น้องสาวเก็บไว้หมด) อสม.ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าญาติที่อยู่บ้านใกล้ๆกันได้ช่วยเหลือด้านอาหารให้กับผู้ป่วย โดยที่น้องสาวไม่เคยถามเลยว่าค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารหมดไปเท่าไร อสม.ก็บอกว่าเขาทำเพราะว่าสงสารผู้ป่วยไม่มีใครดูแลเท่าที่ควร จากข้อมูลที่ได้ยังทราบว่าน้องสาวผู้ป่วยเป็นคนรักแรงเกลียดแรง แม้กระทั่งสามีเขาได้ทำเรื่องผิดพลาดในอดีตก็ยังไม่ยอมให้อภัย


น้องเคเอาเสื้อผ้า,ผ้าห่มไปซัก
Mental support

กวาดบ้าน,ถูบ้านให้สะอาด
หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยอีกครั้งก็ได้พบว่าสภาพสิ่งแวดล้อมสะอาดขึ้น กลิ่นไม่พึงประสงค์ลดลง  หลานชายไปค้าขายต่างอำเภอ น้องสาวขายของหน้าปากซอย ทีมงานได้ให้การดูแลและMental support ผู้ป่วยและน้องสาว รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลานชายที่อยู่บ้านอีกหลังหนึ่งกับหลานสะใภ้และลูกสาว เปิดบ้านเป็นร้านเสริมสวย ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยเลย(ผู้ป่วยกับหลานสะใภ้เคยมีปัญหาทะเลาะกัน)ทีมPCUได้ไปติดตามเยี่ยมผู้ป่วยหลายครั้งแล้วหลานสะใภ้ไม่เคยมาทักทาย ให้การต้อนรับเลย เจอแต่น้องสาวผู้ป่วยที่ปลีกตัวจากการขายของมาต้อนรับที่บ้าน หลานชายได้ช่วยดูแลเรื่องความสะอาด เรื่องอาหารให้แกผู้ปวย ก่อนออกไปทำงาน หลังจากให้การดูแลแล้วทางทีมงานก็ได้นำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ปํญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยและได้ร่วมมือกันช่วยกันแก้ปํญหาทั้งครอบครัว ญาติยอมรับผู้ป่วยมากขึ้นช่วยกันดูแลผู้ปวยจนมีสภาพจิตในที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สภาพที่อยู่อาศัยสะอาดขึ้น ในการติดตามเยี่ยมครั้งล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 27 ตุลาคมนี้พบผู้ป่วยนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยสนุกสนาน ดีใจที่เห็นทีมPCU ไปเยี่ยมที่บ้าน เราได้มอบถังน้ำมีฝาปิดสำหรับใส่ปัสสาวะ มอบเก้าอี้สุขภัณฑ์สำหรับนั่งถ่ายให้แก่ผู้ป่วย
กำลังช่วยกันประกอบเก้าอี้สุขภัณฑ์
มอบถังน้ำมีฝาปิดและเก้าอี้สุขภัณฑ์

จากการเยี่ยมครอบครัวนี้ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย การจะมองปัญหาผู้ป่วยไม่ควรมองปัญหาเพียงด้านเดียวควรมองอย่างครอบคลุมทั้งกาย จิต สังคม จิตวิญญาน มองอย่างลึกซึ้งแล้วจะมองเห็นปัญญหาที่แท้จริง ทำให้แก้ปัญญหาที่ถูกจุด ผู้ป่วยและญาติสุขกาย สบายใจ ทีมPCUสารภีมีความสุขใจที่ได้ทำงานอย่างทุ่มเท ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ามากๆ

                                                                                                           หมอต้อย

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อะไรก็เกิดขึ้นได้เมื่อญาติสิ้นหวัง

เมื่อวันที่15ตุลาคม2553 อสมหมู่4ได้มาบอกทางศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภีว่า หมอติ๊กๆบ่าเดียวนี้น่าญาติปี้น้องป้อสม อินทร์หล้า อยู่หน้าโฮงบาลเฮานิ เอาตุ๊เจ้ามาฟังธรรมเพี้ยวบ้านเพี้ยวจองกั๋นหมด หมอลองไปดูกำเตอะ ทีมเยี่ยมบ้านของ ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภีนำโดยหัวหน้าติ๊กและลูกน้องทั้งสามไม่รอช้าได้ออกไปหาป้อสมทันทีสภาพป้อสมนอนไม่ลืมหูลืมตาอยู่บนเตียงไม่พูดไม่โต้ตอบเรียกชื่อคนไข้อยู่นานๆป้อสมๆๆลืมตาดูไม่พูดอะไรไข้สูง ความดันสูงอ่อนเพลียไม่ทานอาหาร หัวหน้าติ๊กให้การพยาบาลทันทีและได้พูดคุยกับญาติให้กำลังใจญาติและป้อสม
วันที่18ตุลาคม53ได้ติดตามเยี่ยมอีกครั้งป้อสมอาการดีขึ้นเริ่มทานอาหารได้บ้างโดยอสมหมู่4ช่วยป้อนข้าวเพราะลูกๆป้อสมออกไปทำงานทิ้งป้อสมกับแม่ล้อมไว้บ้านแม่ล้อมลำพังช่วยเหลือตัวเองได้ก็แย่อยู่แล้วต้องใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัวเองญาติดีใจมากป้อสมอาการดีขึ้นลุกจากเตียงได้ทานข้าวได้เอง
ชีวิตคนเราอะไรก็เกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาที ความรู้สึกตอนนั้นดูสิ้นหวังจริงๆนะจะบอกให้เราที่ไม่ใช่ญาติยังรู้สึกได้เลย หลังจากติดตามเยี่ยมซ้ำล่าสุด 27ตุลาคม53 เห็นป้อสมมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเดินได้ทานอาหารได้เองเดินออกไปนอกบ้านได้แล้วรู้สึกดีใจที่ได้ช่วยให้ป้อสมใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง
แบ่งปันพี่น้องชาวสารภีหมอน้อย(จาวบ้านเรียกขาน)

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

หรือว่าที่เราทำเขาเรียกว่า "การวิจัยชุมชน"....

20-22 ตค.มีโอกาสไปประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การพัฒนาทักษะด้านการวิจัยชุมชนสำหรับนักวิชาการ : พื้นที่ภาคเหนือ" สนับสนุนโดย สสส. สวพ.ศวช.มีอาจารย์จาก มช. มข.มาเป็นพี่เลี้ยง ได้หนังสือมา 4-5 เล่มโตๆหนาระเบิดระเบ้อ...เอามาหนุนหัวนอนให้มัน absorbed ไปก่อน 2 วัน ก่อนเอามานั่งพิจารณา ไปๆมาๆงานวิจัยชุมชนนี่ก็คล้ายกับการทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เหมือนกัน สิ่งที่พวกเราท๊ำทำกันนี่ มันก็แล้วแต่ใครจะเรียก ชิมิ ที่แน่ๆคือมีการบ้านให้ทำจนกระทั่งถึงการลงโครงการ

เริ่มจากทำปฏิบัติการที่ 1 ถอดบทเรียนของกลุ่ม/แหล่งปฏิบัติการ ซึ่งในชุมชนของเราจะมีหลายกลุ่ม/แหล่งปฏิบัติการที่เราจะต้องมาถอดบทเรียนทีละกลุ่มด้วยการลำดับที่มาและเส้นทางการพัฒนาของกลุ่ม/แหล่งปฏิบัติการตลอดถึงทุนทางสังคมที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งตัวนี้ในแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ก็คือ ภาคีเครือข่ายที่เราต้องมาวิเคราะห์ว่าจะช่วยเหลือกลุ่มเราได้อย่างไร หลังจากนั้นก็วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทางสังคม ซึ่งก็คือ รากฐานในแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ส่วนงาน/กิจกรรมและเป้าหมายของกลุ่มที่เรานั่งวิเคราะห์เอาเป็นเอาตายก็เข้าได้กับกระบวนการของแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ โอย....OMG ที่เราอุตส่าห์กระดี๊กระด๊ามานี่ มันเป็นสิ่งที่เราทำโดยไม่รู้ตัวหรือว่า คืองานวิจัยชุมชน จากนั้นก็นั่งวิเคราะห์การจัดการกลุ่ม (งาน คน ข้อมูล ทรัพยากร/เงิน/กองทุน)ที่เป็นรูปธรรมบทบาทหน้าที่ของแกนนำ/สมาชิกและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตลอดถึงความเชื่อมโยงของกิจกรรมกลุ่มที่โยงไปกลุ่มอื่นๆได้อย่างไรและจะดูผลผลิต/ผลลัพธ์ ปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จของกลุ่ม/แหล่งปฏิบัติการได้อย่างไร หลังจากนั้นก็ออกแบบกระบวนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้จนกระทั่งออกมาเป็นโครงการ

อาจารย์ให้การบ้านมาทำต่อ งบให้นิโหน่ย...ไปขอจากที่อื่นด้วย(เอาเอง) มี.ค.54 จะมีการนำเหนอและประชันความงามโครงการกันที่ กทม....เฮ้อ..จะทำอยู่มั้ยเนี่ย งานก้อเยอะนะคะ ท่าจะขอบายบายเน้อเจ้า