วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตารางการคัดกรองโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงประจำปี ๒๕๖๑

แจ้งตารางการคัดกรองโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงประจำปี ๒๕๖๑

     เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาการประชาสัมพันธ์คัดกรองโรคไม่ทั่วถึงครอบคลุม และกลุ่มประชาชนที่ต้องการไปตรวจคัดกรอง แต่มีปัญหาต้องรีบไปทำงานไม่สามารถรอการซักประวัติ จนถึงตรวจเลือด แจ้งผลได้ ทางศูนย์สุขภาพชุมชนจึงปรับเปลี่ยนวิธีการให้บริการ โดยการพิมพ์รายชื่อผู้ที่อยู่ในเกณฑ์การคัดกรองให้ อสม ดำเนินการซักประวัติ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงและรอบเอวไว้เบื้องต้น และแจ้งวันนัดตรวจเลือด เพื่อลดเวลาการรอคอย เมื่อถึงวันนัดตรวจเลือด ประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจเลือดได้เลย ทำให้ใช้เวลาไม่มาก สามารถไปทำงานได้โดยไม่ต้องลางาน

     จึงขอเชิญชวนประชาชนตำบลสารภีเข้าร่วมกิจกรรมตามกำหนดดังนี้

จุดตรวจคัดกรอง

หมู่       สถานที่           วันที่                     เวลา
๑ ศาลาเอนกประสงค์     ๑/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๒ ศาลาเอนกประสงค์(อุ๊ยปวง)     ๖/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๓ ศาลาSML    ๑๓/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๔ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจำชุมชน    ๑๕/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๕ ศาลาเอนกประสงค์ (วัดร้างป่าขี้เหล็ก)    ๒๐/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๖ บ้านพ่อหลวงสากล    ๒๒/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๗ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจำชุมชน    ๒๗/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๘ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจำชุมชน    ๒๙/พ.ย./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๙ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจำชุมชน      ๔/ธ.ค./๒๕๖๐   ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.
๑๐ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจำชุมชน      ๖/ธ.ค./๒๕๖๐ ๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น.

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คลินิกหมอครอบครัว ทิศทางใหม่ของPCU

ระบบการแพทย์ปฐมภูมิ (Primary Care Cluster: PCC) หมายถึง การรวมกลุ่มของหน่วยบริการปฐมภูมิ ให้เป็นเครือข่ายการดูแลประชาชน ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบร่วมกันเป็นการประจำ ต่อเนื่องด้วยทีมสหวิชาชีพ เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน และให้มีการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากนโยบายหมอประจำครอบครัว ซึ่งได้จัดทีมหมอครอบครัว (FCT) 1 ทีม ให้การดูแลประชาชาชนทุกสิทธิ์ 10,000 คน  ประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ ปฏิบัติงานเต็มเวลา ดังนี้
1.       แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว(วุฒิ อว.หรือ วว.) 1 คน เป็นหัวหน้าทีม
2.       พยาบาลเวชปฏิบัติ หรือพยาบาลวิชาชีพ อย่างน้อย 4 คน
3.       นักวิชาการสาธารณสุข หรือ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน อย่างน้อย 4 คน
4.   ทันตาภิบาล 1 คน
5.   แพทย์แผนไทย 1 คน

กลุ่มเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (Primary Care Cluster) 1 Cluster ประกอบด้วย FCT 3 ทีม ให้การดูแลประชาชาชนทุกสิทธิ์ 30,000 คนประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ ดังนี้
บุคลากรปฏิบัติงานเต็มเวลา ได้แก่
1.  แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (วุฒิ อว.หรือ วว.) 3 คน เป็นหัวหน้าทีม 
2.  พยาบาลเวชปฏิบัติ หรือพยาบาลวิชาชีพ อย่างน้อย 12 คน
3.  นักวิชาการสาธารณสุข หรือ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน อย่างน้อย 12 คน
4.  ทันตาภิบาล 3 คน
5.  แพทย์แผนไทย 3 คน
บุคลากรปฏิบัติงานเต็มเวลา หรือหมุนเวียน อย่างน้อยเดือนละ 1 วัน ได้แก่
1.     ทันตแพทย์ 1 คน
2.     เภสัชกร 1 คน
3.     เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 2 คน
4.     นักกายภาพบำบัด 1 คน

5.     อื่นๆ ตามความจำเป็น

สำหรับ PCU สารภี เป็นหนึ่งทีมใน PCC ไชย ชม ป่า สา หรือเครือข่ายบริการของตำบลไชยสถาน ตำบลชมภู ตำบลป่าบงและตำบลสารภี โดยมีศูนย์กลางที่ตำบลชมภู กำหนดจัดตั้งในปีงบประมาณ 2561 ให้บริการประชาชนทุกคน ทุกอย่าง ทุกที่ ทุกเวลาด้วยเทคโนโลยี แต่จะเห็นว่าบุคลากรของ PCU สารภี ยังไม่ครบตามเกณฑ์ แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้เรามีข้อได้เปรียบในการใช้บุคลากรในโรงพยาบาลร่วมกันได้ ทำให้การให้บริการยังเป็นไปตามเกณฑ์
  ความคาดหวังของการจัดตั้ง กลุ่มเครือข่ายบริการปฐมภูมิ หรือ PCC จะช่วยลดความแออัดในการใช้บริการที่โรงพยาบาล ลดการรอคอยในการไปพบแพทย์ ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและครอบครัวในการเดินทาง ในระยะยาว ประชาชนสามารถที่จะจัดการสุขภาพของตนเองได้ ให้ลดการป่วย ลดภาวะแทรกซ้อนของโรคเรื้อรัง และลดอัตราเสียชีวิตจากภาวะโรคได้



การดูแลร่วมกันของทีมหมอครอบครัวสำหรับผู้ป่วยติดเตียง  เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่ติดเตียงจากโรคเรื้อรัง และสามารถเสริมกำลังใจให้ผู้ดูแลมีความมั่นใจในการดูแลได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ประชาชน อสม. สามารถติดตามความคืบหน้าและการพัฒนาของคลินิกหมอครอบครัวได้ทางLine@primarycarecluster (คลินิกหมอครอบครัว) และ Facebook fanpage PR4PCC (คลินิกหมอครอบครัว) โดยจัดทีม Admin ตอบคำถาม และสื่อสารข้อมูลความรู้ในด้านการดูแลสุขภาพป้องกันควบคุมโรค เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ สามารถดูแลจัดการสุขภาพตนเองและครอบครัวได้อย่างถูกต้อง

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2558



ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภีจะรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลให้กับประชาชนฟรีจำนวน 270 คน ให้แก่ประชาชน กลุ่มประชาชนกลุ่มเสี่ยง ประกอบด้วย
1. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 
2.หญิงตั้งครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 
3.เด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน หลอดเลือดสมอง ไตวาย หอดหืด ปอดอุดกั้น โรคหัวใจ และมะเร็ง 

โดยจัดกิจกรรมวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2558 เวลา 08.00 - 12.00 น. ณ ห้องประชุมเอื้องผึ้ง รพ.สารภี

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

อสม. ตำบลสารภีร่วมงานรณรงค์ลดหมอกควัน ปี 2558 และ โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

อสม. ตำบลสารภีและผู้นำชุมชนตำบลสารภี ร่วมงานรณรงค์ลดหมอกควัน ประจำปี 2558 
และ โครงการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อแก้ไขและป้องกันยาเสพติด  
เมือวันที่ 5 มีนาคม 2558 เวลา 0.830 - 12.00 น. 
ณ ตลาดกลางสินค้าเกษตร ตำบลหนองแฝก อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 






การแก้ไขและป้องกันยาเสพติด




วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

ประชาสัมพันธ์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบแก่ประชาชนอายุ 20 - 50 ปี



กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์ป้องกันโรคคอตีบด้วยวัคซีน เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของโรคคอตีบ ขอเชิญผู้ที่มีอายุ 20-50 ปี เข้ารับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ และบาดทะยัก ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัญใกล้บ้าน ฟรี !! "ได้ก่อน มีภูมิก่อน ปลอดภัยก่อน"


โรคคอตีบ เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างพิษก่อให้เกิดการอักเสบ และทำให้เกิดเนื้อตายเป็นหนาในลำคอหรือหลอดลม เกิดการตีบตันของการเดินหายใจ และทำอันตรายต่อระบบอื่นๆได้ การติดต่อจากการไอจามรดกัน ใช้ของร่วมกัน สามารถติดต่อได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก และพบการระบาดในช่วงอายุ 20 –50 ปี

ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภี จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีอายุระหว่าง 20 – 50 ปี ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถติดต่อขอรับการวัคซีนรวม คอตีบ บาดทะยักได้ฟรี ตามกำหนดการฉีดวัคซีนดังนี้

หมู่ที่ 1      19 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ ศาลากลางบ้าน
หมู่ที่ 2      20 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ วัดสารภี
หมู่ที่ 3      26 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ ศาลาเอนกประสงค์
หมู่ที่ 4      25 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ ศาลาเอนกประสงค์
หมู่ที่ 5      27 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ ศูนย์ ศสมช.
หมู่ที่ 6      28 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ วัดปากกอง
หมู่ที่ 7      29 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ บ้านประธาน อสม.
หมู่ที่ 8      30 มกราคม 2558     09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ วัดกอประจำโฮง
หมู่ที่ 9      2 กุมภาพันธ์ 2558    09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ ศูนย์ ศสมช.
หมู่ที่ 10    3 กุมภาพันธ์ 2558    09.00 - 12.00 และ 17.00 - 20.00 น.   ณ ศูนย์ ศสมช.

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภี โทร 053-321179 ต่อ 245 
Facebook : PCUSaraphi


วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เดินหน้าสมานฉันท์ ร่วมกันปฏิรูป สังคมสุภาวะ ครั้งที่ 7


นพ.จรัส สิงห์แก้ว รศ.วิลาวัณย์ เสนารัตน์ รศ.ดร.เอกรัฐ บุญเชียง ผศ.ดร.วราภรณ์ บุญเชียง นายชัชวาล โพธิยอด นางธัญญาลักษณ์ ไชยรินทร์ ร่วมเป็นวิทยากรพูดคุย แลกเปลี่ยนซักถามและสาธิตการใช้งาน เรื่อง"Saraphi Health"ต้นแบบระบบข้อมูลสุขภาพระดับอำเภอ
-ที่มาSaraphi Health-จุดเด่นของSaraphi Health-การนำไปใช้ประโยชน์-ความเปลี่ยนแปลง

ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เดินหน้าสมานฉันท์ ร่วมกันปฏิรูป สังคมสุภาวะ ครั้งที่ 7 ณ ห้องประชุม 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อินแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม 2557



ขอบคุณรูปและบทความจาก Fan page Saraphi Health Model





โครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชฯ

PCU สารภีร่วมงานบวชต้นยางนา ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชฯ ณ สุสานปิงห่าง ตำบลสารภี
ภายในงานมีกิจกรรมเดินขบวนอนุรักษ์ต้นยาง บวชต้นยาง เสวนาเฮาฮักต้นยาง ประกวดรถถีบบ่ะเก่า รถโฟล์คเต่า และถ่ายรูป ณ จุดต่างภายในงาน



ลุงสมบูรณ์ บุญชู ตำนานอาสาสมัครด้านสิ่งแวดล้อม


นายอำเภอสารภีให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน

เจ้าหน้าที่ PCU สารภีร่วมกับงานชุมชนฯ บวชต้นยางนา

งานเสวนาเฮาฮักต้นยาง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แนวคิดการพัฒนาตำบลสารภีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะต้นยางนาเขตตำบลสารภีมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด 



วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประชาสัมพันธ์ตรวจมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ฟรี




ประชาสัมพันธ์

              ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภีบริการตรวจมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ฟรี โดยรถโมไบล์



              ณ ศาลาแม่บ้านหมู่ ๗ บ้านสันกับตองใต้ ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่

เชิญชวนสตรีอายุตั้งแต่ ๓๐ -๖๐ ปี ที่อาศัยในตำบลสารภีทุกท่านเข้ารับการตรวจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๗    เวลา ๐๙.๐๐- ๑๕.๐๐ น.

ก่อนรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกควรปฏิบัติดังนี้

ควรปัสสาวะทิ้งให้หมดก่อน เพื่อที่แพทย์จะได้คลำขนาดมดลูกและปีกมดลูกให้ชัดเจน
        ถ้ามีปัญหาเรื่องกระเพาะปัสสาวะ สูตินรีแพทย์อาจสวนตรวจเพาะเชื้อโรคและให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อโรคนั้นๆ
        ถ้ามีปัญหาเรื่องตกขาวมีกลิ่น คัน ตกขาวเปลี่ยนสี ไม่ควรสอดยามาเอง ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจเชื้อได้ถูกต้อง ให้ยาได้ทันท่วงที ถ้าสอดยามา จะมียาเต็มในช่องคลอด จะตรวจไม่ได้
        ไม่ควรใช้น้ำยาล้างลึกเข้าไปในช่องคลอดก่อนมาตรวจมะเร็งปากมดลูก หรือมาตรวจการ เพราะภาวะความเป็นกรดด่างถูกทำลาย เซลล์ที่หลุดลอกออกมาถูกล้างไปหมด
        ไม่ต้องงดอาหารและน้ำดื่มมาในการตรวจภายในมาตรวจได้เลย ทางสูตินรีแพทย์จะ ตรวจคลำเต้านมให้ด้วย ถ้ามีน้ำไหลจากหัวนม จะบีบใส่ slide ไปตรวจเซลล์มะเร็ง
        ในการวินิจฉัยบางโรค เช่น เยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ อาจตรวจทางทวารหนักร่วมด้วยโดยใช้นิ้วชี้ตรวจทางช่องคลอด นิ้งกลางตรวจทางทวารหนัก และอีกมือคลำหน้าท้องด้วย 


        เวลาตรวจภายในจะเริ่มจาก ดูต่อม Bartholin และต่อม Skene ซึ่งหลั่งสิ่งหล่อลื่นในช่องคลอดรวมทั้งกลิ่นด้วย ว่ามามีหนองหรือเป็น cyst ไหม มีการหย่อนด้านหลังของผนังช่องคลอดไหม ตรวจดูว่าหูรูดกระเพาะปัสสาวะหย่อนหรือไม่ ให้เบ่งดูหรือไอดูขณะมีน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะอยู่เต็ม ว่าเล็ดกระเด็นออกมาหรือไม่ มดลูกเคลื่อนต่ำลงมาหรือเปล่า มีหนองอยู่ในที่ปัสสาวะและในช่องคลอดหรือไม่ สังเกตปากมดลูกว่าปลิ้น มีรอยฉีกขาด อักเสบเรื้อรัง หรือมีหนองจากรูมดลูกหรือไม่ จังหวะนี้ก็จะตรวจมะเร็งปากมดลูกจากรูมดลูก รอบคอมดลูก และด้านหลังของช่องคลอด ส่วนลึกต่ำกว่าปากมดลูก นอกจากนี้ก็จะคลำขนาด ตำแหน่ง การเคลื่อนไหวของมดลูก กดแล้วเจ็บหรือไม่ รวมทั้งผิวเรียบหรือไม่ และคลำปีกมดลูก 2 ข้างด้วย เพื่อดูเนื้องอกรังไข่และท่อรังไข่ว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่ 

        การตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด แต่จะกลับทำให้ผู้หญิงเรามั่นใจได้ว่าสุขภาพสตรีของตัวเองนั้นปกติดีหรืไม่ หรือหากพบความผิดปกติก็จะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ง่ายต่อการรักษาและหายได้เร็ว ลดโอกาสการสูญเสียต่างๆ ได้มากกว่าค่ะ 


วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

การตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบ VIA


การป้องกัน "มะเร็งปากมดลูก" โดยการใช้น้ำส้มสายชู
และการรักษาความผิดปกติของปากมดลูกที่จะเป็นมะเร็ง โดยการจี้เย็น

มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้หรือไม่ ?     มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้โดยการตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกได้รับการรักษาและตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
มะเร็ง...ของปากมดลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
     เกิดจากการติดเชื้อ HPV จากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีบุตรหลายคน หรือมีคู่นอนหลายคน เมื่อได้รับเชื้อ HPV แล้วความผิดปกติของปากมดลูกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ เป็นระยะเวลา 10 - 15 ปี จึงจะกลายเป็นมะเร็ง โดยที่สตรีนั้นไม่มีอาการผิดปกติ แต่จะมีปากมดลูกผิดปกติอยู่ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเวลาตรวจภายใน
การตรวจ...หาความผิดปกติของปากมดลูกและการรักษาความผิดปกติ     การตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกนั้นมีหลายวิธี วิธีที่ใช้กันมาแต่ดั้งเดิมคือ Pap smear คือ การนำเซลล์ของปากมดลูกไปตรวจย้อมเชื้อหาความผิดปกติของปากมดลุก เมื่อพบว่ามีความผิดปกติจะแจ้งผลตรวจให้สตรีผู้นั้นทราบ และให้มาตรวจปากมดลูกซ้ำโดยการใช้น้ำส้มสายชู 3 - 5% ป้ายที่ปากมดลูกจะเห็นความผิดปกติของปากมดลูกได้เจน แล้วจึงนำไปรักษาความผิดปกติของปากมดลูกโดยวิธีจี้เย็น หรือตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวยตามแต่ขนาดของความผิดปกติที่พบได้ การตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกโดยวิธี Pap Smear จะใช้เวลาประมาณ 1 - 5 เดือน จึงจะทราบผล และใช้เวลาอีกประมาณ 1 - 2 เดือนกว่าจะได้รับการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่อยู่ในชนบท ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลาในการทำงาน
การตรวจ...หาความผิดปกติของปากมดลูกและการรักษาโดยวิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ     โดยการใช้น้ำส้มสายชูมาป้ายปากมดลูกเพื่อให้เห็นความผิดปกติของปากมดลูก เพราะน้ำส้มสายชูจะไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อที่ผิดปกติของปากมดลูกให้เห็น เป็นฝ้า สีขาว ขอบเขตชัดเจน และตำแหน่งที่แน่นอน สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (visual inspection with acetic acid = VIA) หลังจากป้ายน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้ 1 นาที ก็สามารถตอบได้ว่าปากมดลูกปกติหรือผิดปกติ ถ้าผิดปกติจะเห็นเป็นฝ้าสีขาว มีขนาดและขอบเขตชัดเจน ถ้าความผิดปกตินั้นมีขนาดเล็ก เห็นขอบเขตชัดเจนก็จะได้รับการรักษาด้วยการจี้เย็นทันที ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 13 นาที โดยไม่ต้องใช้ยาชา ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล ไม่มีโรคแทรกซ้อน และไม่เจ็บปวด หลังจากได้รับการรักษาสตรีผู้นั้นจะได้รับการตรวจติดตามผลอีก 3 - 4 เดือนต่อมา และทุก ๆ 1 ปี สำหรับสตรีที่ได้รับการตรวจแล้วผลปกติจะได้รับการตรวจซ้ำอีก 5 ปีต่อมา จะเห็นว่าการตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกและการรักษาโดยการจี้เย็นใช้เวลา ทั้งหมดประมาณไม่เกิน 20 นาที ข้อดีคือรู้ผลทันทีและได้รับการรักษาทันที สำหรับสตรีที่มีความผิดปกติ (มีฝ้าขาว) เห็นขอบไม่ครบ หรือมีขนาดกว้างมาก จะได้รับการส่งต่อไปรักษาโดยวิธีอื่น
สตรี..ที่ควรได้รับการตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกโดยวิธีใช้น้ำส้มสายชู     1. อายุน้อยกว่า 45 ปี เพราะสามารถเห็นตำแหน่งที่จะเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ชัดเจน
     2. มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
     3. แต่งงานแล้ว
     4. มีบุตรหลายคน
     5. มีคู่นอนหลายคน
     6. ไม่มีอาการผิดปกติ
อายุที่ควรเริ่มตรวจและความถี่ของการตรวจ     1. อายุ 30 - 45 ปี
     2. ควรตรวจซ้ำทุก 5 ปี หลังจากที่ตรวจครั้งแรก มีผลปกติ


การเตรียมตัวก่อนมาตรวจ
     1. หลังประจำเดือนหมดประมาณ 7 วัน
     2. งดการเหน็บยา 4 - 5 วัน
     3. งดการมีเพศสัมพันธ์ 2 - 3 วัน
อาการและการปฏิบัติตัวหลังจี้เย็น     1. จะมีตกขาวมากกว่าปกติ จนอาจต้องใช้ผ้าอนามัยเป็นเวลา 3 - 4 สัปดาห์
     2. งดการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 2 - 3 สัปดาห์
     3. อาจมีการปวดท้องน้อยให้รับประทานยาแก้ปวด
     4. ถ้ามีเลือดออก ซึ่งไม่ใช่ประจำเดือน มีไข้ มีตกขาว มีกลิ่น หรือมีอาการปวดท้องน้อยมาก รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์
ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภี จะได้จัดให้มีการรณรงค์ตรวจหามะเร็งปากมดลูกโดยใช้วิธีน้ำส้มสายชูแก่สตรีในเขตตำบลสารภีที่มีอายุตั้งแต่ 30 - 45 ปี  ประจำปีงบประมาณ 2555 ในวันที่ 15 -24 พฤษภาคม 2555
จึงขอเชิญท่านเข้ารับการตรวจโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด (สำหรับผู้ถือบัตรทองในเขตตำบลสารภี และผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม)


วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ระบบบริหารความเสี่ยง


ระบบบริหารความเสี่ยงหน่วยงาน ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภี
.............................

     I.        นโยบาย
-       หน่วยงานให้บริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของ ผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่
-       หน่วยงานมีบัญชีรายการความเสี่ยง  และมาตรการจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ
-       หัวหน้าหน่วยงานมีบทบาทเป็นผู้จัดการความเสี่ยงของหน่วยงาน
   II.        ความรับผิดชอบ
             หัวหน้าหน่วยงาน
                -
ทบทวนนโยบายและแผนดำเนินการบริหารความเสี่ยง


-  พิจารณาคำร้องเรียน และการเรียกร้องค่าเสียหาย
-  ส่งเสริมให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
-  ส่งเสริมให้เกิด การสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย อยู่ในกิจกรรมปกติประจำวัน
-  ประเมินผลการดำเนินการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานปีละ  1  ครั้ง
-  ประสานกิจกรรมบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาล
-  รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลทุก 3  เดือน
-  ให้คำปรึกษา แนะนำ แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน เกี่ยวกับกิจกรรมบริหารความเสี่ยง
-  ให้ความรู้และสร้างความตระหนัก  เรื่อง  การบริหารความเสี่ยงแก่บุคลากร
-  วางระบบบริหารความเสี่ยง ค้นหา วิเคราะห์ และจัดทำบัญชีความเสี่ยง ของหน่วยงาน จัดทำมาตรการการป้องกันและจัดการที่ชัดเจนในประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญๆ
-  ประเมินผล ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้ม ความเสี่ยง และปรับปรุงบัญชีความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ  1 ครั้ง
-  มีการสื่อสารในหน่วยงาน ให้เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจในประเด็นเสี่ยงที่สำคัญ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย อยู่ในกิจกรรมปกติประจำวัน
-  ประเมินประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยง การดักจับความเสี่ยง  การแก้ไขปัญหา  การหาสาเหตุราก  สาเหตุเชิงระบบ  แนวทางป้องกันและลดความสูญเสียที่วางไว้มีประสิทธิภาพหรือไม่
   เจ้าหน้าที่
-  เรียนรู้เรื่องความเสี่ยงของหน่วยงานและโรงพยาบาล ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน
ความเสี่ยงที่กำหนด
-  รายงานอุบัติการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
-  เสนอแนะแนวทางการป้องกันความเสี่ยง ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในการป้องกันความเสี่ยง
 III.        คำจำกัดความ
1.     ความเสี่ยง หมายถึง โอกาสที่จะประสบกับความสูญเสีย หรือสิ่งไม่พึงประสงค์ โอกาสความน่าจะเป็นที่จะเกิดอุบัติการณ์
2.     อุบัติการณ์ (incident) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย,จิตใจ,ชื่อเสียง,ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม  ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ คำร้องเรียนหรือการฟ้องร้อง
  อุบัติการณ์ที่เกิดกับผู้ป่วยรายแรก คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับผู้ป่วยรายอื่นๆ
3.     เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse event) คือ อุบัติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย ครอบคลุมถึงการเกิดโรค ภาวะแทรกซ้อน การบาดเจ็บ ความทุกข์ทรมาน ความพิการ และการเสียชีวิต
     และอาจจะเป็นอันตรายทางด้านสังคม หรือจิตใจ
4.     sentinel event คือ ความเสี่ยงที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษหรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตหรืออันตรายขั้นรุนแรง ที่ต้องตื่นตัว ใส่ใจ ให้ความสำคัญสูง
5.     เหตุเกือบพลาด (near miss )คือ การกระทำหรือละเว้นการกระทำซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย แต่ไม่เกิดอันตรายเนื่องจากความบังเอิญ การป้องกัน หรือการทำให้ปัญหาทุเลาลง
6.     วัฒนธรรมความปลอดภัย (safety culture) คือคุณลักษณะขององค์กรในด้านความปลอดภัยดังนี้
(1) การรับรู้ถึงธรรมชาติขององค์กรที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสเกิดความผิดพลั้ง
(2)ลักษณะองค์กรที่ไม่มีการตำหนิกัน บุคลากรสามารถรายงานความผิดพลั้ง โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษ
(3) มีความร่วมมือกันอย่างกว้างขวางเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ
(4) ความเต็มใจขององค์กรที่จะสนับสนุนทรัพยากรเพื่อความปลอดภัย

  1. ระเบียบปฏิบัติ
1.     การค้นหาความเสี่ยง  เราสามารถค้นหาความเสี่ยงได้จาก
ก.    เรียนรู้จากบทเรียนของผู้อื่น เช่น รายงานจากสื่อมวลชน การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากโรงพยาบาลอื่น
ข.    ทบทวนความรู้ทางวิชาการ เช่น การทบทวนวรรณกรรม (รวมทั้ง patient safety guide :SIMPLE)
ค.    ทบทวนบทเรียนของเราเอง
• เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น รายงานอุบัติการณ์ การทบทวนเวชระเบียน
กิจกรรมทบทวนทางคลินิก ตัวชี้วัดต่างๆ บันทึกต่างๆ
• เหตุการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น เช่น การวิเคราะห์กระบวนการ, การตามรอยทางคลินิก,
 การสำรวจในสถานที่จริง, การตามรอยกระบวนการ,
 การวิเคราะห์ FMEA (โอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตในระบบงานใหม่ เครื่องมือใหม่ สถานที่ปฏิบัติงาน โดยตั้งคำถาม”จะเป็นอย่างไรถ้า.....”)
·  ค้นหาจากประสบการณ์ของบุคคล

2.     การวิเคราะห์ความเสี่ยง   รายการความเสี่ยงที่ค้นหาได้ อาจรวบรวมไว้ในบัญชีรายการความเสี่ยงของหน่วยงานหรือตารางเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ความสำคัญของความเสี่ยง
อาจจัดหมวดหมู่ของความเสี่ยงเพื่อจะได้ค้นหาได้ครอบคลุม เช่น ด้านอันตรายต่อผู้ป่วย ด้านอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านข้อมูลข่าวสาร

รายการความเสี่ยง
ความรุนแรง
จำนวนอุบัติการณ์
ต.ค
พ.ย
ธ.ค
ม.ค
ก.พ
มี.ค
เม.ย
พ.ค
มิ.ย
ก.ค
ส.ค
ก.ย
รวม
1.ให้ยาผิดเวลา ผิดคน ผิดขนาด


AB













CD












EF












2.หลอดเลือดอักเสบจาการให้สารน้ำ


CD













EF













ตารางจัดระดับความสำคัญของความเสี่ยง  (Risk  Matrix)
โอกาสเกิดซ้ำ
ความรุนแรง
AB
CD
EF
GHI
เกิดบ่อย  เกิดขึ้นหลายครั้งในรอบปี
ต่ำ(L)
ปานกลาง(M)
สูง(H)
สูง(H)

เกิดเป็นครั้งคราวเกิดขึ้น 2 – 3 ครั้งในรอบปี

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)

สูง(H)

สูง(H)

เกิดขึ้นน้อย  2 – 3  ครั้งในรอบ  2 – 3  ปี

ต่ำมาก(LL)

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)

สูง(H)

เกิดน้อยมาก  เกิด1 – 2  ครั้งในรอบ 3 – 5ปี 
เกิดขึ้นที่  รพ.อื่น
ต่ำมาก(LL)

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)
สูง(H)



รายการความเสี่ยง
วิเคราะห์ความเสี่ยง
หมายเหตุ

ความถี่
ความรุนแรง
ระดับความเสี่ยง


















3.    การจัดการความเสี่ยง
o     การจัดการความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ
ก.         นำรายการความเสี่ยงที่สำคัญจากข้อ 1  มาจัดทำบัญชีความเสี่ยงของหน่วยงาน
 โดยรายการความเสี่ยงที่มีระดับความสำคัญสูง และปานกลาง  ต้องมีแผนการจัดการความเสี่ยง ทุกรายการ
ข.         วิธีการควบคุมความเสี่ยง
1)   หลีกเลี่ยงความเสี่ยง
2)   ถ่ายโอนความเสี่ยง
3)   การแบ่งแยกความเสี่ยง
4)   การป้องกันความเสี่ยง
                 การปกป้อง การใช้เครื่องป้องกัน
                 การมีระบบบำรุงรักษาเชิงป้องกันและมาตรฐานเกี่ยวกับเครื่องมือ
                 การมีระเบียบปฏิบัติและวิธีปฏิบัติในการทำงาน
                 การควบคุมกำกับ
                 การให้ความรู้ ทักษะแก่เจ้าหน้าที่
                     
ค.         การจัดทำมาตรการจัดการความเสี่ยง
1)   แนวทางป้องกัน การจัดระบบป้องกันความผิดพลาด      
§  การเตรียมคน
§  การเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ
§  การเตรียมข้อมูลข่าวสาร
§  วิธีปฏิบัติงานที่รัดกุม
§  การควบคุมกระบวนการ
2)   แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหา
§ การตรวจพบปัญหา จะตรวจพบปัญหาให้เร็วที่สุดได้อย่างไร โดยใคร เป็นการจัดการวิธีค้นหาความผิดพลาดเหล่านั้นให้ปรากฏเพื่อเราจะได้หยุดได้ทัน
§  การลดความเสียหาย จะแก้ปัญหาอย่างไร  โดยใคร เป็นการจัดระบบที่ลดความรุนแรงของความเสียหายเมื่อความผิดพลาดดังกล่าวไม่สามารถหยุดได้ทัน
§ การรายงาน ควรรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงระดับใด วิธีใด
o    การจัดการความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุ
ก.    การระงับเหตุ
-  เมื่อสถานการณ์ความเสี่ยงเกิดขึ้น ให้ผู้ประสบเหตุ เข้าระงับเหตุทันที  ถ้าไม่สามารถระงับเหตุได้ แจ้งหัวหน้าหน่วยงานทันที เฉพาะเหตุที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทันที
-  กรณีหัวหน้าฝ่ายงาน ระงับเหตุไม่ได้ ให้รายงานแพทย์เวรหรือแพทย์เจ้าของไข้ พิจารณาสั่งการระงับเหตุทางการแพทย์  หรือให้รายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป พิจารณาสั่งการระงับเหตุด้านอื่นๆ
ข.    การรายงานอุบัติการณ์
-  ผู้ประสบเหตุ เป็นผู้เขียนบันทึกอุบัติการณ์ รายงานหัวหน้าหน่วยงานทราบภายใน 24 ชั่วโมง
-  กรณีมีผู้ประสบเหตุหลายคน ให้ผู้ที่เป็นหัวหน้าเวร เป็นผู้เขียนบันทึก
-  กรณีเป็นคำร้องเรียน ผู้รับคำร้องเรียนเป็นผู้เขียนบันทึกอุบัติการณ์
-  กรณีเป็นเรื่องที่อาจเกิดการฟ้องร้องหรือเสื่อมเสียชื่อเสียงของโรงพยาบาลหรือบุคคล ให้รายงานด้วยใบบันทึกอุบัติการณ์และเก็บรักษาในที่ปลอดภัย
-  กรณีเหตุการณ์รุนแรงระดับGHIขึ้นไปหรือเป็นเหตุการณ์ที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ให้มีการรายงานด้วยวาจาก่อนทันทีที่ทำได้ กรณีอุบัติการณ์มีความรุนแรงสูง ให้รายงานผู้อำนวยการทันที

ค.    หัวหน้าหน่วยงาน ตรวจสอบ วิเคราะห์ความรุนแรง  สาเหตุเบื้องต้นและสาเหตุเชิงระบบ Root cause  analysis(RCA)  และวางแผนการปรับปรุงตามความสำคัญของเหตุการณ์

ระดับความเสี่ยง
ระยะเวลาการรายงาน
แนวทางการดำเนินการ
G - I
ภายใน  48  ชั่วโมง
-          ต้องทำ  RCA  หรือทบทวนมาตรการความเสี่ยง  ภายใน  1  เดือน
E - F
ภายใน  1  เดือน
-          ทำ  RCA  หรือทบทวนมาตรการความเสี่ยง  ภายใน  3  เดือน
A - D
ทุก  3  เดือน
-          ทำ  RCA  เป็นรายกรณี  หรือทบทวนข้อมูลรวม  (Aggregate  Review) ภายใน  1  ปี




4.    การประเมินผล
o   การนำเหตุการณ์ และความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาตรวจสอบทบทวนสาเหตุโดยให้ความสำคัญกับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ หรือรุนแรงคำถามที่ต้องถามคือ
              อุบัติการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งที่มีมาตรการป้องกันแล้ว
              อุบัติการณ์นี้มีสาเหตุจากระบบหรือไม่ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่
              สาเหตุราก หรือ รากเหง้าของปัญหา คืออะไร
o   การทบทวนว่ากลยุทธ์ที่ใช้อยู่นั้นได้ผลดีหรือไม่ โดยการติดตามแนวโน้มของการเกิดอุบัติการณ์ การเกิดซ้ำ ความรุนแรง ติดตามแผนการแก้ไขปรับปรุงตามสาเหตุราก และตรวจสอบว่า มาตรการที่ใช้ป้องกัน เหมาะสมหรือไม่
o   ตรวจสอบความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่
o   การประเมินผลเป็นการสะท้อนกลับ( feedback) ซึ่งจะก่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือการแก้ไขกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว
o   การหาสาเหตุราก

การจัดการให้ปลอดภัย
      ความผิดพลาดนั้นเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของมนุษย์  ดังนั้นการจัดการเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจึงยึดหลักว่า  แม้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดความผิดพลาด  แต่เราสามารถออกแบบระบบที่ลดความผิดพลาดเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย  โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญในการจัดระบบสามประการ ได้แก่
1. การจัดระบบป้องกันความผิดพลาด  เช่นการใช้คอมพิวเตอร์  ระงับการจ่ายยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา  การใช้  CareMap  ในการสั่งการรักษาโรคที่มีรายละเอียดมาก  เป็นต้น
2. การจัดการวิธีค้นหาความผิดพลาดเหล่านั้นให้ปรากฏเพื่อเราจะได้หยุดได้ทัน  เช่น  การตรวจซ้ำในเรื่องชนิด  และขนาดของยาอันตรายที่จะให้ผู้ป่วย   การรายงานอุบัติการณ์ความผิดพลาดโดยยังไม่เกิดอันตรายกับผู้ป่วย  การทบทวนการดูแลผู้ป่วย  เป็นต้น
3. การจัดระบบที่ลดความรุนแรงของความเสียหายแม้ความผิดพลาดดังกล่าวไม่สามารถหยุดได้ทันจนทำให้เกิดอุบัติการณ์ที่ไม่พึงประสงค์  เช่น  การเตรียม  antidote  ให้พร้อมใช้หากมีการใช้ยาอันตราย  ผิดพลาด การเตรียมพร้อมเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วย  เป็นต้น
เทคนิค  ในการจัดการเพื่อลดความผิดพลาด  และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์  ได้แก่
1. การลดการพึงพาความจำ  เช่น  การใช้  checklist,  protocol,  CPG,  CareMap  ในขั้นตอนที่เสี่ยงสูง หรือผิดพลาดได้ง่าย
2. การใช้ข้อมูลที่สะดวก  เช่น  การออกแบบเวชระเบียนที่สะดวกต่อการหาข้อมูลจำเป็นของผู้ป่วย  การรายงานอุบัติการณ์ที่ไม่ยุ่งยาก
3. ระบบความป้องกันความผิดพลาด  เช่น  มีระบบที่แจ้งเตือน  หรือระบบห้ามสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ 
4. การปรับให้ระบบงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน  เช่น  การจัดทำวิธีปฏิบัติงาน 
5. การฝึกอบรมให้บุคลากรมีความรู้อย่างเพียงพอในเรื่องที่จำเป็น  เช่น  การอบรมการบริหารความเสี่ยง  การอบรมความรู้เรื่องโรคหรือหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง
6. การทบทวนกระบวนการ เพื่อลดความซับซ้อน  หรือขั้นตอน  ทางเลือก  เวลา 
7. การลดความเสี่ยงหากมีความเปลี่ยนแปลงระบบ  เช่น  กำหนดข้อควรระวัง  ทดลองปฏิบัติ  ติดตามผลลัพธ์
8. การลดความเครียดในการทำงาน  เช่น  การจัดสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดความกังวล  หรือเหนื่อยล้าเกินไป