วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ระบบบริหารความเสี่ยง


ระบบบริหารความเสี่ยงหน่วยงาน ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลสารภี
.............................

     I.        นโยบาย
-       หน่วยงานให้บริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของ ผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่
-       หน่วยงานมีบัญชีรายการความเสี่ยง  และมาตรการจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ
-       หัวหน้าหน่วยงานมีบทบาทเป็นผู้จัดการความเสี่ยงของหน่วยงาน
   II.        ความรับผิดชอบ
             หัวหน้าหน่วยงาน
                -
ทบทวนนโยบายและแผนดำเนินการบริหารความเสี่ยง


-  พิจารณาคำร้องเรียน และการเรียกร้องค่าเสียหาย
-  ส่งเสริมให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
-  ส่งเสริมให้เกิด การสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย อยู่ในกิจกรรมปกติประจำวัน
-  ประเมินผลการดำเนินการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานปีละ  1  ครั้ง
-  ประสานกิจกรรมบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาล
-  รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลทุก 3  เดือน
-  ให้คำปรึกษา แนะนำ แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน เกี่ยวกับกิจกรรมบริหารความเสี่ยง
-  ให้ความรู้และสร้างความตระหนัก  เรื่อง  การบริหารความเสี่ยงแก่บุคลากร
-  วางระบบบริหารความเสี่ยง ค้นหา วิเคราะห์ และจัดทำบัญชีความเสี่ยง ของหน่วยงาน จัดทำมาตรการการป้องกันและจัดการที่ชัดเจนในประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญๆ
-  ประเมินผล ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้ม ความเสี่ยง และปรับปรุงบัญชีความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ  1 ครั้ง
-  มีการสื่อสารในหน่วยงาน ให้เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจในประเด็นเสี่ยงที่สำคัญ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย อยู่ในกิจกรรมปกติประจำวัน
-  ประเมินประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยง การดักจับความเสี่ยง  การแก้ไขปัญหา  การหาสาเหตุราก  สาเหตุเชิงระบบ  แนวทางป้องกันและลดความสูญเสียที่วางไว้มีประสิทธิภาพหรือไม่
   เจ้าหน้าที่
-  เรียนรู้เรื่องความเสี่ยงของหน่วยงานและโรงพยาบาล ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน
ความเสี่ยงที่กำหนด
-  รายงานอุบัติการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
-  เสนอแนะแนวทางการป้องกันความเสี่ยง ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในการป้องกันความเสี่ยง
 III.        คำจำกัดความ
1.     ความเสี่ยง หมายถึง โอกาสที่จะประสบกับความสูญเสีย หรือสิ่งไม่พึงประสงค์ โอกาสความน่าจะเป็นที่จะเกิดอุบัติการณ์
2.     อุบัติการณ์ (incident) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย,จิตใจ,ชื่อเสียง,ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม  ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ คำร้องเรียนหรือการฟ้องร้อง
  อุบัติการณ์ที่เกิดกับผู้ป่วยรายแรก คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับผู้ป่วยรายอื่นๆ
3.     เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse event) คือ อุบัติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย ครอบคลุมถึงการเกิดโรค ภาวะแทรกซ้อน การบาดเจ็บ ความทุกข์ทรมาน ความพิการ และการเสียชีวิต
     และอาจจะเป็นอันตรายทางด้านสังคม หรือจิตใจ
4.     sentinel event คือ ความเสี่ยงที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษหรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตหรืออันตรายขั้นรุนแรง ที่ต้องตื่นตัว ใส่ใจ ให้ความสำคัญสูง
5.     เหตุเกือบพลาด (near miss )คือ การกระทำหรือละเว้นการกระทำซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย แต่ไม่เกิดอันตรายเนื่องจากความบังเอิญ การป้องกัน หรือการทำให้ปัญหาทุเลาลง
6.     วัฒนธรรมความปลอดภัย (safety culture) คือคุณลักษณะขององค์กรในด้านความปลอดภัยดังนี้
(1) การรับรู้ถึงธรรมชาติขององค์กรที่มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสเกิดความผิดพลั้ง
(2)ลักษณะองค์กรที่ไม่มีการตำหนิกัน บุคลากรสามารถรายงานความผิดพลั้ง โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษ
(3) มีความร่วมมือกันอย่างกว้างขวางเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ
(4) ความเต็มใจขององค์กรที่จะสนับสนุนทรัพยากรเพื่อความปลอดภัย

  1. ระเบียบปฏิบัติ
1.     การค้นหาความเสี่ยง  เราสามารถค้นหาความเสี่ยงได้จาก
ก.    เรียนรู้จากบทเรียนของผู้อื่น เช่น รายงานจากสื่อมวลชน การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากโรงพยาบาลอื่น
ข.    ทบทวนความรู้ทางวิชาการ เช่น การทบทวนวรรณกรรม (รวมทั้ง patient safety guide :SIMPLE)
ค.    ทบทวนบทเรียนของเราเอง
• เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น รายงานอุบัติการณ์ การทบทวนเวชระเบียน
กิจกรรมทบทวนทางคลินิก ตัวชี้วัดต่างๆ บันทึกต่างๆ
• เหตุการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น เช่น การวิเคราะห์กระบวนการ, การตามรอยทางคลินิก,
 การสำรวจในสถานที่จริง, การตามรอยกระบวนการ,
 การวิเคราะห์ FMEA (โอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตในระบบงานใหม่ เครื่องมือใหม่ สถานที่ปฏิบัติงาน โดยตั้งคำถาม”จะเป็นอย่างไรถ้า.....”)
·  ค้นหาจากประสบการณ์ของบุคคล

2.     การวิเคราะห์ความเสี่ยง   รายการความเสี่ยงที่ค้นหาได้ อาจรวบรวมไว้ในบัญชีรายการความเสี่ยงของหน่วยงานหรือตารางเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ความสำคัญของความเสี่ยง
อาจจัดหมวดหมู่ของความเสี่ยงเพื่อจะได้ค้นหาได้ครอบคลุม เช่น ด้านอันตรายต่อผู้ป่วย ด้านอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านข้อมูลข่าวสาร

รายการความเสี่ยง
ความรุนแรง
จำนวนอุบัติการณ์
ต.ค
พ.ย
ธ.ค
ม.ค
ก.พ
มี.ค
เม.ย
พ.ค
มิ.ย
ก.ค
ส.ค
ก.ย
รวม
1.ให้ยาผิดเวลา ผิดคน ผิดขนาด


AB













CD












EF












2.หลอดเลือดอักเสบจาการให้สารน้ำ


CD













EF













ตารางจัดระดับความสำคัญของความเสี่ยง  (Risk  Matrix)
โอกาสเกิดซ้ำ
ความรุนแรง
AB
CD
EF
GHI
เกิดบ่อย  เกิดขึ้นหลายครั้งในรอบปี
ต่ำ(L)
ปานกลาง(M)
สูง(H)
สูง(H)

เกิดเป็นครั้งคราวเกิดขึ้น 2 – 3 ครั้งในรอบปี

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)

สูง(H)

สูง(H)

เกิดขึ้นน้อย  2 – 3  ครั้งในรอบ  2 – 3  ปี

ต่ำมาก(LL)

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)

สูง(H)

เกิดน้อยมาก  เกิด1 – 2  ครั้งในรอบ 3 – 5ปี 
เกิดขึ้นที่  รพ.อื่น
ต่ำมาก(LL)

ต่ำ(L)

ปานกลาง(M)
สูง(H)



รายการความเสี่ยง
วิเคราะห์ความเสี่ยง
หมายเหตุ

ความถี่
ความรุนแรง
ระดับความเสี่ยง


















3.    การจัดการความเสี่ยง
o     การจัดการความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ
ก.         นำรายการความเสี่ยงที่สำคัญจากข้อ 1  มาจัดทำบัญชีความเสี่ยงของหน่วยงาน
 โดยรายการความเสี่ยงที่มีระดับความสำคัญสูง และปานกลาง  ต้องมีแผนการจัดการความเสี่ยง ทุกรายการ
ข.         วิธีการควบคุมความเสี่ยง
1)   หลีกเลี่ยงความเสี่ยง
2)   ถ่ายโอนความเสี่ยง
3)   การแบ่งแยกความเสี่ยง
4)   การป้องกันความเสี่ยง
                 การปกป้อง การใช้เครื่องป้องกัน
                 การมีระบบบำรุงรักษาเชิงป้องกันและมาตรฐานเกี่ยวกับเครื่องมือ
                 การมีระเบียบปฏิบัติและวิธีปฏิบัติในการทำงาน
                 การควบคุมกำกับ
                 การให้ความรู้ ทักษะแก่เจ้าหน้าที่
                     
ค.         การจัดทำมาตรการจัดการความเสี่ยง
1)   แนวทางป้องกัน การจัดระบบป้องกันความผิดพลาด      
§  การเตรียมคน
§  การเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ
§  การเตรียมข้อมูลข่าวสาร
§  วิธีปฏิบัติงานที่รัดกุม
§  การควบคุมกระบวนการ
2)   แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหา
§ การตรวจพบปัญหา จะตรวจพบปัญหาให้เร็วที่สุดได้อย่างไร โดยใคร เป็นการจัดการวิธีค้นหาความผิดพลาดเหล่านั้นให้ปรากฏเพื่อเราจะได้หยุดได้ทัน
§  การลดความเสียหาย จะแก้ปัญหาอย่างไร  โดยใคร เป็นการจัดระบบที่ลดความรุนแรงของความเสียหายเมื่อความผิดพลาดดังกล่าวไม่สามารถหยุดได้ทัน
§ การรายงาน ควรรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงระดับใด วิธีใด
o    การจัดการความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุ
ก.    การระงับเหตุ
-  เมื่อสถานการณ์ความเสี่ยงเกิดขึ้น ให้ผู้ประสบเหตุ เข้าระงับเหตุทันที  ถ้าไม่สามารถระงับเหตุได้ แจ้งหัวหน้าหน่วยงานทันที เฉพาะเหตุที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทันที
-  กรณีหัวหน้าฝ่ายงาน ระงับเหตุไม่ได้ ให้รายงานแพทย์เวรหรือแพทย์เจ้าของไข้ พิจารณาสั่งการระงับเหตุทางการแพทย์  หรือให้รายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป พิจารณาสั่งการระงับเหตุด้านอื่นๆ
ข.    การรายงานอุบัติการณ์
-  ผู้ประสบเหตุ เป็นผู้เขียนบันทึกอุบัติการณ์ รายงานหัวหน้าหน่วยงานทราบภายใน 24 ชั่วโมง
-  กรณีมีผู้ประสบเหตุหลายคน ให้ผู้ที่เป็นหัวหน้าเวร เป็นผู้เขียนบันทึก
-  กรณีเป็นคำร้องเรียน ผู้รับคำร้องเรียนเป็นผู้เขียนบันทึกอุบัติการณ์
-  กรณีเป็นเรื่องที่อาจเกิดการฟ้องร้องหรือเสื่อมเสียชื่อเสียงของโรงพยาบาลหรือบุคคล ให้รายงานด้วยใบบันทึกอุบัติการณ์และเก็บรักษาในที่ปลอดภัย
-  กรณีเหตุการณ์รุนแรงระดับGHIขึ้นไปหรือเป็นเหตุการณ์ที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ให้มีการรายงานด้วยวาจาก่อนทันทีที่ทำได้ กรณีอุบัติการณ์มีความรุนแรงสูง ให้รายงานผู้อำนวยการทันที

ค.    หัวหน้าหน่วยงาน ตรวจสอบ วิเคราะห์ความรุนแรง  สาเหตุเบื้องต้นและสาเหตุเชิงระบบ Root cause  analysis(RCA)  และวางแผนการปรับปรุงตามความสำคัญของเหตุการณ์

ระดับความเสี่ยง
ระยะเวลาการรายงาน
แนวทางการดำเนินการ
G - I
ภายใน  48  ชั่วโมง
-          ต้องทำ  RCA  หรือทบทวนมาตรการความเสี่ยง  ภายใน  1  เดือน
E - F
ภายใน  1  เดือน
-          ทำ  RCA  หรือทบทวนมาตรการความเสี่ยง  ภายใน  3  เดือน
A - D
ทุก  3  เดือน
-          ทำ  RCA  เป็นรายกรณี  หรือทบทวนข้อมูลรวม  (Aggregate  Review) ภายใน  1  ปี




4.    การประเมินผล
o   การนำเหตุการณ์ และความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาตรวจสอบทบทวนสาเหตุโดยให้ความสำคัญกับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ หรือรุนแรงคำถามที่ต้องถามคือ
              อุบัติการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งที่มีมาตรการป้องกันแล้ว
              อุบัติการณ์นี้มีสาเหตุจากระบบหรือไม่ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่
              สาเหตุราก หรือ รากเหง้าของปัญหา คืออะไร
o   การทบทวนว่ากลยุทธ์ที่ใช้อยู่นั้นได้ผลดีหรือไม่ โดยการติดตามแนวโน้มของการเกิดอุบัติการณ์ การเกิดซ้ำ ความรุนแรง ติดตามแผนการแก้ไขปรับปรุงตามสาเหตุราก และตรวจสอบว่า มาตรการที่ใช้ป้องกัน เหมาะสมหรือไม่
o   ตรวจสอบความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่
o   การประเมินผลเป็นการสะท้อนกลับ( feedback) ซึ่งจะก่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือการแก้ไขกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว
o   การหาสาเหตุราก

การจัดการให้ปลอดภัย
      ความผิดพลาดนั้นเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของมนุษย์  ดังนั้นการจัดการเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจึงยึดหลักว่า  แม้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดความผิดพลาด  แต่เราสามารถออกแบบระบบที่ลดความผิดพลาดเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย  โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญในการจัดระบบสามประการ ได้แก่
1. การจัดระบบป้องกันความผิดพลาด  เช่นการใช้คอมพิวเตอร์  ระงับการจ่ายยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา  การใช้  CareMap  ในการสั่งการรักษาโรคที่มีรายละเอียดมาก  เป็นต้น
2. การจัดการวิธีค้นหาความผิดพลาดเหล่านั้นให้ปรากฏเพื่อเราจะได้หยุดได้ทัน  เช่น  การตรวจซ้ำในเรื่องชนิด  และขนาดของยาอันตรายที่จะให้ผู้ป่วย   การรายงานอุบัติการณ์ความผิดพลาดโดยยังไม่เกิดอันตรายกับผู้ป่วย  การทบทวนการดูแลผู้ป่วย  เป็นต้น
3. การจัดระบบที่ลดความรุนแรงของความเสียหายแม้ความผิดพลาดดังกล่าวไม่สามารถหยุดได้ทันจนทำให้เกิดอุบัติการณ์ที่ไม่พึงประสงค์  เช่น  การเตรียม  antidote  ให้พร้อมใช้หากมีการใช้ยาอันตราย  ผิดพลาด การเตรียมพร้อมเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วย  เป็นต้น
เทคนิค  ในการจัดการเพื่อลดความผิดพลาด  และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์  ได้แก่
1. การลดการพึงพาความจำ  เช่น  การใช้  checklist,  protocol,  CPG,  CareMap  ในขั้นตอนที่เสี่ยงสูง หรือผิดพลาดได้ง่าย
2. การใช้ข้อมูลที่สะดวก  เช่น  การออกแบบเวชระเบียนที่สะดวกต่อการหาข้อมูลจำเป็นของผู้ป่วย  การรายงานอุบัติการณ์ที่ไม่ยุ่งยาก
3. ระบบความป้องกันความผิดพลาด  เช่น  มีระบบที่แจ้งเตือน  หรือระบบห้ามสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ 
4. การปรับให้ระบบงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน  เช่น  การจัดทำวิธีปฏิบัติงาน 
5. การฝึกอบรมให้บุคลากรมีความรู้อย่างเพียงพอในเรื่องที่จำเป็น  เช่น  การอบรมการบริหารความเสี่ยง  การอบรมความรู้เรื่องโรคหรือหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง
6. การทบทวนกระบวนการ เพื่อลดความซับซ้อน  หรือขั้นตอน  ทางเลือก  เวลา 
7. การลดความเสี่ยงหากมีความเปลี่ยนแปลงระบบ  เช่น  กำหนดข้อควรระวัง  ทดลองปฏิบัติ  ติดตามผลลัพธ์
8. การลดความเครียดในการทำงาน  เช่น  การจัดสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดความกังวล  หรือเหนื่อยล้าเกินไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น