วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

ตามนางเอกไปKM

15-16 กันยายน 53 มีโอกาสตามพี่ปุ้ยไปร่วมประชุมการสรุปบทเรียนโครงการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ที่เชียงราย ตอนแรก ผอ.ให้หัวหน้าฝ่ายแผนงานไป แต่เผอิญท่านไม่ว่าง ข้าเจ้าเลยมีโอกาสไปร่วมแจมกะเขาด้วย โชคดีมากก...เพราะได้พักโรงแรมหกดาวละมั้ง..แบบหรูเริ่ดสะแมนแตน นัยว่าคืนละ 5,000 บาท(แต่ปัจจุบันลดราคาแล้วเหลือ 1,800) ซึ่งถ้าไม่ได้มาประชุมอย่างนี้ไม่มีวาสนาได้มานอนตีพุงแน่ แต่ที่เริ่ดกว่านั้นคือได้ฟังอาจารย์โกมาตรบรรยาย วิเคราะห์ สังเคราะห์รูปแบบการนำเสนอที่พวกเราต่างพากันทำการบ้านอย่างเคร่งเครียด (เว่อร์ไปป่าวเนี่ย)
ก่อนอื่นคุณหมอทิฆัมพร จ่างจิต ผอ.รพ.พานมาเปิดประชุม ท่านพูดได้ดีมาก ว่าที่พวกเราทำกันอยู่ในงานปฐมภูมิจนกระทั่งออกมาเป็นเรื่องเล่านั้นต้องมีทั้งฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรืออิทธิบาทสี่นั่นเอง งานถึงออกมาได้ คือต้องมีความพอใจที่จะทำ มีความพากเพียรทำไปด้วยใจตั้งมั่น เอาใจใส่ สุดท้ายก็มีการใคร่ครวญถึงสิ่งที่กระทำไปว่าได้ผลดีหรือไม่อย่างไร เหมือนการทำ PDCA ที่ไม่ใช่ Please Don't Change Anything แบบบางคนอยากให้เป็น
หลังจากนั้นอาจารย์หมอโกมาตรก็พูดถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้อีกครั้ง เพราะอาจารย์บอกว่า คนที่มามีประเภทผลัดกันมาอยู่ด้วย ไม่เป็นขาประจำ ตามลักษณะนิสัยของสาธารณสุข ประมาณว่าเวียนกันให้ได้ออกจากที่ทำงานเท่าเทียมกัน เคยไปแล้วให้คนอื่นไปมั่ง อย่างนี้ก็มี
อาจารย์มีวิธีการบรรยาย สรุปการบรรยายที่ยอดเยี่ยม ได้ไอเดียที่เป็นประโยชน์ต่อแนวคิดการทำงานของเรามาก ไม่ง่วงเลย อาจารย์จะให้พวกเราพูดกันทุกคน อ่านแล้ววิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้ที่ได้ออกมาตามความคิดของเรา ไม่มีถูกผิด แต่สามารถดึงเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้อย่างละเมียดละไม (ประมาณว่าเนียน...) แล้วก็ให้ฟังผู้อื่นพูด สรุปว่าได้ฟัง พูด อ่าน สุดท้ายก็เขียนส่งสองหน้ากระดาษ แน่นอนว่าทุกกระบวนการต้องคิดอยู่แล้ว เลยมีทั้ง สุ จิ ปุ ลิ
อาจารย์พูดถึง "กรณีศึกษา" ที่ให้ทุกคนเขียนเรื่องของตัวเองมา CUP ละ 3 เรื่อง พี่ปุ้ยเตรียมไป 2 เรื่อง PCUสารภีเตรียมไป 1 เรื่อง

ทำไมต้อง "กรณีศึกษา"
เพราะบริการปฐมภูมิเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความสลับซับซ้อนไม่มีสูตรตายตัว ไม่สามารถลอกเลียนกันได้ต้องมาปรับใช้ตามบริบทของตนเอง แค่เป็นเครื่องมือที่จุดประกายความคิดแล้ว generate สิ่งใหม่ๆขึ้นในตัวเอง เป็นการสร้างฐานความรู้ไว้ให้ศึกษา สร้างผู้รู้ในระบบ primary care เรื่องต่างๆที่ทำด้วยตนเอง ตกผลึกด้วยตนเองและสามารถสอนผู้อื่นได้ เป้าหมาย case study ต้องมีอย่างน้อย 500 case

การจัดการความรู้กับ "กรณีศึกษา"
ใช้ปลาทูโมเดล ที่หัวปลาเป็น KV: Knowledge Vision คือต้องเสนอเรื่องอะไรที่ทำได้ดีหนึ่งเมนู จากนั้นท้องปลา KS: Knowledge Sharingคือเอาเมนูเด็ดมาโชว์หนึ่งจานประกอบด้วยอะไรบ้าง เครื่องปรุงที่ใส่ใช้อะไร อย่างไร แล้วถึงจะเป็นหางปลา KA: Knowledge Asset ที่กินแล้วอร่อย คนอยากจะเอาไปทำตาม อาจารย์บอกว่า KA = case study ที่ไม่หนา อ่านแล้วฉลาดขึ้น

อาจารย์ให้ลองเล่าให้คนในกลุ่มฟัง อาจารย์ก็แวะเวียนไปฟังแล้วคอมเม้นท์ โชคดีที่มานั่งฟังของPCU ด้วย เพราะอาจารย์คอมเม้นท์จนเราต้อง ...เออ จริงแฮะ... เรื่องของPCU มันมีเรื่องที่ซ่อนในเรื่องเล่าตั้งสี่เรื่อง ทำไมไม่ focus มาซักหนึ่งเรื่อง หรือเขียนมาสี่เรื่องไปเลย จับจุดเด่นของเรื่องให้ได้โดยมีเทคนิคดังนี้ แฮ่ม...

1. เล่าแบบ before&after ก่อนทำเป็นอย่างไรหลังทำมีอะไรที่แตกต่าง ข้อดีหรือผลดีที่ได้รับเกิดประโยชน์อะไรบ้าง
2.วิธีที่จะนำมาซึ่งเกิดผลนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเกิดจากกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจงอะไร
3.มีหลักฐานอะไรยืนยันว่าได้ผล
เน้นการถอดบทเรียนเชิงระบบ โดยดูว่ามีขั้นตอนของการทำ case study นั้นอย่างไร มีหลักการ หลักเกณฑ์ หรือระเบียบวิธีอะไร มีการประสานงานที่เชื่อมโยงกันหรือไม่ มีการติดตามว่าเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่อย่างไร สุดท้ายต้องสรุปให้ได้ว่า บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ......

ที่อาจารย์เน้นคือ ข้อมูลไม่อยู่ที่ตัวเราที่เดียว ดังนั้นใครเกี่ยวข้องบ้างกับเรื่องที่เราทำ ต้องไป KM โดยคุยกับทีมให้มากขึ้นว่า ทำไมคิดเรื่องนี้ขึ้นมา มีปัญหาอะไร วิธีการแก้ไขปัญหามีความแปลกใหม่ น่าสนใจ creative หรือเปล่า เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว "ถกไปสู่การพัฒนาระบบ" โดยดึงมิติเชิงระบบในกรณีศึกษาออกมาให้เห็น

ตัวช่วยการจัดการความรู้คือ แผนที่ความรู้ในองค์กร
- Mapping ผลงานเด่น ไม่ว่าจะเป็นโครงการ นวตกรรม ผลงานที่ได้รับรางวัล งานวิจัย เรื่องเล่า
- Mapping คนทำงาน ได้แก่ เจ้าของผลงานเด่น คนต้นแบบ คนมีทักษะเฉพาะ หรือเป็นวิทยากร
- Mapping ความรู้ โมเดลต่าง ๆ Best practices เครื่องมือการทำงาน ความรู้ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาสุขภาพท้องถิ่น เอกสาร หนังสือและสื่อต่าง ๆ

การบ้าน
นำแบบฟอร์มแผนที่ความรู้ไปทำต่อ
เลือกสามกรณีศึกษา
กำหนดคนเขียนหรือทีม
ชี้แจงกับผู้เขียนเคส
กรณีศึกษาความยาว 3-5 หน้า

ส่งก่อน 16 ตุลาคมเจ๊าาาา.....

ซ่อยหน่อยแหน้....




วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

APN ไว้เอ็นอย่างเดียวกา?!!

ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่สอบผ่านข้อเขียน Advanced Practice Nurse -APN (การปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง) และกำลังจะไปสอบปากเปล่า ถึงอย่างไรสอบข้อเขียนผ่านก็ได้รับเงิน พตส.2,000 บาทแล้ว ลองทบทวนว่าสมรรถนะของ APN ที่ต้องมี มีอะไรบ้าง

สมรรถนะ ที่ 1
มีความสามารถในการพัฒนาจัดการ และกำกับระบบ การดูแล กลุ่มเป้าหมายหรือ เฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะโรค(Care management)
สมรรถนะที่ 2
มีความสามารถในการดูแลกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มเฉพาะโรคที่มีปัญหาสุขภาพซับซ้อน (Direct Care)
สมรรถนะที่ 3
มีความสามารถในการประสานงาน (Collaboration) ระดับสหสาขา /คร่อมสายงาน
สมรรถนะที่ 4
มีความสามารถในการเสริมสร้างพลังอำนาจ (empowering) การสอน (educating) การฝึก (coaching) การเป็นพี่เลี้ยงในการปฏิบัติ(mentoring)
สมรรถนะที่ 5
มีความสามารถในการให้คำปรึกษาทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการกลุ่มเป้าหมายที่ตนเองเชี่ยวชาญ(Consultation)
สมรรถนะที่ 6
มีความสามารถในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change agent)
สมรรถนะที่ 7
มีความสามารถในการให้เหตุผลทางจริยธรรม และ การตัดสินเชิงจริยธรรม (Ethical reasoning and ethical decision making
สมรรถนะที่ 8
มีความสามารถในการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Practice
สมรรถนะที่ 9
มีความสามารถในการจัดการและประเมินผลลัพธ์ (Outcome management and evaluation)

เงินพตส.ก็ได้มากกว่าหัวหน้าน๊า...ทำงานตามสมรรถนะได้เต็มที่เลยพร้อมสนับสนุน ไม่ต้องเกรงใจ ให้ได้แม้ตำแหน่งหัวหน้า(เพราะกำลังจะขอไปอยู่ที่อื่น) อย่าให้ใครมาถามว่า "APN ไว้เอ็นอย่างเดียวกา?!" ให้กำลังใจ สู้ๆ ควรพัฒนาบทบาทและงานของตนเองให้มีความชัดเจนมากขึ้น จุดมุ่งหมายควรอยู่ที่ผลลัพธ์ของผู้ป่วยที่ดีขึ้น ไม่ใช่หวังเพียงตำแหน่ง APN เอาไว้"เอ็น" และเงิน พตส.ที่เพิ่มขึ้น ลองทบทวนตัวเองว่า สมรรถนะทั้งหลายแหล่ทำได้ขนาดไหน การจะให้คนอื่นยอมรับเราได้ ต้องทำงานเพื่อแสดงผลให้เกิดให้คนอื่นยอมรับ ว่ามีเราทำงานแล้วเกิดผลที่ดีและแตกต่างจากที่ไม่มีเรา ผลงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มของตัวเราเองจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจต่อตำแหน่งที่เราได้รับและยืดอกได้สมศักดิ์ศรี อยากฝากให้ ว่าที่ APN สารภีทุกคนได้คิดค่ะ

โหลดเพลง

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คำเตือนจากกัลยาณมิตร

วันนี้วันอาทิตย์อยู่เวร OPD คนไข้เยอะพอดู ยิ่งตอนบ่ายต้องตรวจด้วยพิมพ์ใบสั่งยาไปด้วย สติเกือบๆหลุดไปเหมือนกัน เร่งตรวจเพราะคนไข้บางคนมาชะโงกหน้าดูบ้าง เดินเข้ามาเอา OPD Card วางบนโต๊ะบ้าง เห็นใจตัวเองเริ่มหงุดหงิด จนต้องหัวเราะแล้วแซวคนไข้ว่า ยายเป็นวัยรุ่นใจร้อนน้า รอหน่อยนะ แต่ก็ทำไปจนลงเวร ไม่ได้เข้าห้องน้ำเลยนะเนี่ย ดีที่ไม่เป็น Cystitis
ค่ำมาเปิด FB เห็นผอ.รพ.post บนกระดานสนทนาเลยอดที่จะแจมไม่ได้ ปรากฎว่า อ.นพ.วรวุฒิมาเม้นท์เตือนดังนี้แล

เลยได้สติ อุตส่าห์ไปปฏิบัติธรรมมาแล้วด้วย ยังหลุดอีกนะ ดีที่ยังมีกัลยาณมิตรช่วยเตือน นี่แหละนะเขาถึงว่า หลายคนหลายความคิดที่สะท้อนให้เห็นมุมมองอื่นๆ ช่วยเตือนสติได้ดี ขอบคุณนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไข้เลือดออกอีกแล้ว....เจ้าค่า!!


ฟ้าให้หมออนามัยมาเกิด ทำไมต้องให้ยุงลายมาเกิดด้วย!!!!!
ปีนี้ว่าจะคุมให้ดีๆ แล้วเกิดเหตุอาเพศใดฤา เคสไข้เลือดออกถึงได้พุ่งพรวดๆแบบนี้
เริ่มรณรงค์กันตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้วนา big cleaning day ก็แล้ว พ่นหมอกควันครอบคลุมก็แล้ว ลงพื้นที่กันไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ จนอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน แต่เอาเหอะ..เพื่อประชาชน ..ต้องสู้ ต้องสู้ถึงจะชนะ..
เช้าวันนี้ นัด อสม.ทุกหมู่บ้านทั้ง 120 คน ลงพื้นที่ ตามล่าแหล่งยุงในหมู่ที่ 3 เพราะมีเคสติดๆกัน ตามหลักระบาดวิทยา เป็นที่น่าตกใจที่พบว่า มีลูกน้ำยุงลายเกือบทุกหลังคาเรือน สภาพบ้านเรือนที่มีขยะแล้วไม่ทำลายหรือเก็บให้พ้นจากน้ำฝน ทำให้พบลูกน้ำยุงลายในน้ำฝนที่ขังบนถุงก๊อบแก๊บ กระถางปลูกดอกไม้ซึ่งมีดินที่แข็ง แจกันบนศาลพระภูมิที่อยู่นอกบ้าน
 ชาวบ้านที่ยังขาดความตระหนักถึงอันตรายของโรคไข้เลือดออก และรู้สึกอับอายที่ อสม.และหมออนามัยไปสำรวจบ้าน บ้างก็ปิดประตูซะงั้น
ทำยังไงน้อ ถึงจะควบคุมไข้เลือดออกได้ซะที.... เหนื่อยละนะคะ คุงเพ่....

และแล้ว...ศึกนอกยังไม่สร่างซา ศึกในก็ประทุมาอีก..จนต้องพึ่งบารมีเจ้าพ่อ เอ๊ย ผอก.รพ. มาเป็นท้าวมาลีวราชตัดสินประนีประนอมความไม่เข้าใจระหว่างพ่อหลวงกับ อสม.
 ลงพื้นที่เสร็จ..ตอนเย็นนัดพ่อหลวงกับ อสม.พบผอก.รพ.คุยกัน สรุปว่ามีความเข้าใจกันดีแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ต่อไปคงทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น  แต่สรุปแล้ว..อิช้านใช้เวลาวันอาทิตย์นี้ไปทั้งวัน ยังไม่ได้ซักผ้าเลย แงๆๆ ซ้ามีจะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋ามาโยนให้หน้าโรงบาลซักวันเป็นแน่แท้......

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอสารภีเริ่มแล้วววว!!!



เสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นวันเสาร์แรกที่เริ่มโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตปีที่ 15 ครั้งที่ 1
พระสงฆ์พร้อมศรัทธาญาติโยมมาทุกวัดในอำเภอสารภี

เวลา 18.00 น. บรรดาพระสงฆ์พร้อมญาติโยมก็ทยอยมาที่วัดสารภี ซึ่งได้จัดสถานที่ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ฝนตกตั้งสองยก เช็ดเก้าอี้นับพันตัวสองครั้ง เหนื่อยกันไม่ใช่น้อย (ประมาณห้าพันตัว)

20.00 น. เปิดพิธีโดยนายอำเภอมงคล สุกใส
จากนั้นก็สวดมนต์ ตอบปัญหาธรรมะ แจกรางวัล ถวายสังฆทานแล้วก็กลับกัน

โชคดีที่ฝนไม่ตก........

งานนี้เป็นครั้งแรกของปีนี้ คนเลยเยอะเป็นพิเศษ มีแต่รอยยิ้ม แผนกต้อนรับก็ยกมือไหว้กันตั้งแต่หน้าวัดเลยทีเดียว










แผนกต้อนรับ.....
กระแสธรรมะที่หลั่งไหล เอิบอาบสู่หัวใจพุทธศาสนิกชน ยังความร่มเย็นดีแท้... อย่าลืมลมหายใจที่เข้าออกอยู่ตลอดเวลา อยู่กับปัจจุบัน ไม่พะวงถึงสิ่งที่ผ่านมา หรือกังวลสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ไข้เลือดออกที่รายงานเคสเพิ่มขึ้น...ฝนที่ยังตกไม่หยุด ตัวชี้วัดที่ต้องเก็บส่งเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงาน โครงการที่ต้องเร่งรีบทำก่อนสิ้นปีงบประมาณ ไหนจะผู้ร่วมงานขาดหายไปจากภาวะเจ็บป่วย อีกคนก็ลาพักผ่อนอ่านหนังสือไปสอบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเองที่ต้องสนับสนุน ช่างเถอะ...หายใจเข้า...พุทธ....หายใจออก...โธ พรุ่งนี้ยังไม่มาถึง ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนนะ.........
รับไหว้.... เด็กๆแจกน้ำ...(น่าชื่นชม)

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บริการ ๆ งานที่พวกเราทำ....

Oh no! ไม่ใช่เฉพาะงานบริการในศสช.นะคะท่านผู้อ่าน เรายังมีงานที่นำเสนอให้ทราบว่า ศสช.เราทำอะไรไปบ้าง แล้วก็ได้โปรด.... พิจารณาหน่อยนะคร้า ว่า ..Why are we tired? cheer up, please.

19 ก.ค. 53  งานโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการอสมช.เบาหวานค่ะ ทำร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มช.

ห้องประชุมเล็กมาก แต่สบายๆ ผอ.รพ.เปิดงานให้ค่ะ
แล้วอาจารย์จากคณะพยาบาลฯเป็นวิทยากร


ฝึกปฏิบัติเจาะเลือดอย่างผู้เชี่ยวชาญ


26 ก.ค. 53 อีกงานค่ะ ไข้เลือดออก




อสม.ร่วมใจเอกซเรย์พื้นที่ตามล่าหาลูกน้ำยุงลายค่ะ



แจกพันธุ์ต้นตะไคร้หอม...ปลูกกันยุง  หวังผลปีหน้า.....


แจกปลาหางนกยูง


วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อบรมโยคะสำหรับประชาชนตำบลสารภี

เวลา 17.30 น. มีการอบรมโยคะโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้และสสส.นำสู่เทศบาลตำบลสารภีชื่อว่าโครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชนและครอบครัวตำบลสารภี ปรากฎว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ผู้ที่ลงชื่อไม่ทันมาลงหน้างานกันจนจำนวนคนมากกว่าจำนวนเบาะ บางคนที่ติดประชุมมาไม่ทันก็ถูกจับจองเบาะไปแล้ว คาดว่าถ้าเจ้าตัวมาคงเกิดปัญหาแย่งเบาะกันอีกแน่ เลยบอกไว้ก่อนว่าวันจันทร์ผู้ที่ลงชื่อไว้น่าจะมาครบถ้วน ต้องขอคนมาทีหลังให้สิทธิคนมาก่อน ก็ไว้ดูกันต่อไปก่อนเน้อ บางคนที่มาอาจไม่สู้ต่อก็ได้
แต่ PCU เป็นแม่งานเหมือนกันนี่สิ ข้าเจ้าต้องอยู่จนงานเลิกทุกวันเหรอเนี่ย เพราะต้องรับผิดชอบห้องประชุม Oh my God !!! แต่ไม่มีที่ให้ฝึก แงๆๆๆ

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มหกรรมตลาดนัดสุขภาพ สุขภาพดีวิถีไทยปี 2

     และแล้วก็เสร็จสิ้นไปด้วยดี สำหรับปีนี้ เตรียมงานกันหลายเพลา เครียดพอดูจน apthous ulcer ขึ้นเต็มปาก ตั้งแต่เรียกประชุมโซน มาบ้างไม่มาบ้าง ประชุมทาง skype ก็แล้ว ทางโทรศัพท์ก็แล้ว จนสุดท้ายยางเนิ้งส่งตัวแทนมาสองคน มานั่งคุยกันถึง"เป๋นน้ำแล้ว" แบ่งงานกันเสร็จสรรพ เอาเงินให้คนรับผิดชอบไปจัดการ งานนี้ยางเนิ้งจัดการให้ค่อนข้างเยอะ ต้องขอบคุณจริงๆ โดยเฉพาะ "หมอหม่วย กับหมอเพ็ญพร" เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง วานนี้ก็มาช่วยกันเตรียมสถานที่ หนองแฝกมา 1 คน ยางเนิ้ง 2 คน สารภีไปหมดทั้งฝ่าย 5 คน เช้านี้ต่างฝ่ายต่างช่วยตัวเอง ไม่ได้ดูตำบลอื่นเลย พี่เลี้ยงอันได้แก่ พี่โหน่ง พี่ปุ้ย น้องยุ น้องน้อย มาพร้อมหน้าช่วยเตรียมป้ายไวนิลอย่างแข็งขัน ผอ.รพ.ในฐานะประธาน คปสอ.มาเปิดงาน เสร็จก็ "หมอเบญ" ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง อารมณ์ดี ชีวีมีสุข ห่างไกลโรคเบาหวานความดัน" ผู้เข้าร่วมได้ทำกิจกรรมสนุกสนานกันถ้วนหน้า
     หลังจากนั้นก็สาธิตการออกกำลังกายจากชมรมสร้างเสริมสุขภาพตำบลต่าง ๆ โดยขณะที่มีการสาธิตบนเวที ข้างล่างเวที ทั้งนักศึกษาคณะเภสัชฯ อาจารย์ หมออนามัย กลุ่มเสี่ยงที่มาร่วมงาน อสม. ต่างออกกำลังกายสุดสวิงริงโก เป็นที่ชื่นชมแก่ผู้มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง
แล้วก็เป็นการเข้ารับความรู้ฐานต่าง ๆ ทั้งอาหาร ออกกำลังกาย ความรู้เรื่องโรค ตอบปัญหาชิงรางวัล ไข่ นม ผลไม้ บางคนเทียวไปตอบได้ไข่กลับบ้านไปไม่ใช่น้อย

งานนี้มีอาหารกลางวัน ข้าวห่อให้กลับบ้าน อิ่มหมีพีมันแล้วอย่าลืมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยนะคะ จะได้สุขภาพดี ไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง

ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมให้งานสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะทีมงาน PCU ที่งานนี้ขอ  บอกว่า เต็มที่จริงๆ โดยเฉพาะน้องเคที่แบกโซฟาคนเดียว เหงื่อไหลไคลย้อย ขอให้สุขภาพแข็งแรงๆนะจ๊ะ

 หากมีงานหน้าให้หนองแฝกเป็นเจ้าภาพโตยเน้อ อิอิ

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไข้เลือดออกรายแรกปี 53

ในที่สุด หน้าฝนก็มาถึงพร้อมกับโรคไข้เลือดออก
หมู่ 3 ต.สารภี เป็นหมู่บ้านที่ครองแชมป์ไม่มีไข้เลือดออกมาหลายปี ในขณะที่หมู่บ้านอื่น ๆรายรอบเป็น แต่หมู่ 3 ก็ยืนยงคงกระพันมาได้ แต่ปีนี้กลับเสียแชมป์เป็นหมู่แรกของปีนี้ ทั้ง ๆที่ อสม. work มั่กๆคะ เข้ากับสัจธรรมที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (หุ หุ เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

เอาเถอะ ไหนๆมันก็เป็นไปแล้ว อสม. สู้ๆ ขณะเจ้าหน้าที่ลงสอบสวนโรค อสม.ทุกหมู่บ้านก็มาควบคุมดูแลภาชนะน้ำขัง พ่นหมอกควัน ครึกครื้นกันเป็นอันดี

ฝากเตือนประชาชนตำบลสารภีทุกท่านด้วยนะคะ ปีนี้ขออย่าทะลุเป้าเลย สาธุ _/\_

ไม่อยากให้เป็นแบบนี้อีกค่ะ  (ไม่อยากออกกลางคืน.....)


สถานการณ์โรคไข้เลือดออก


จำนวนผู้ป่วยสะสม DHF+DF+DSS ณ วันที่ 11 พ.ค. 2553 (สัปดาห์ที่ 18)
1จำนวนผู้ป่วย (ราย)15,047ราย
2จำนวนผู้ป่วยตาย (ราย)18ราย
3อัตราป่วยต่อแสนประชากร23.64 
4อัตราตายต่อแสนประชากร0.03 
5อัตราป่วยตาย (ร้อยละ)0.12
ในปีนี้สภาพอากาศร้อนเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าห่วง คือ โรคไข้เลือดออก ซึ่งมีสาเหตุจากยุงลาย มีข้อมูลการศึกษาทางวิชาการพบว่าขณะนี้ตัวลูกน้ำยุงลายจะกลายเป็นตัวยุงเร็วกว่าอดีตที่ใช้เวลาประมาณ 7 วัน ก็เหลือประมาณ 5 วัน จะทำให้ปริมาณยุงตัวโตเต็มวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการวิเคราะห์สถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในปี 2553 พบว่าโรคมีสัญญาณอาจเกิดการระบาดในปีนี้ได้ เน้นย้ำให้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุก 7 วัน



วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่องจากที่ประชุมอสม.

วันนี้วันดีค่ะ อสม.พร้อมหน้ามาประชุมที่ห้องประชุมโรงพยาบาลสารภี
ก่อนประชุมมีโอกาสได้ไปนั่งฟัง อสม.แสดงความรู้สึก
หลายคนท้อแท้กับการเป็น อสม.
" เงินเดือนที่ได้ 600 บาท มันไม่คุ้มกับการที่ต้องทำงานอย่างหนักเลยนะหมอ..." "บางทีกำลังจะตั้งน้ำทำกับข้าวให้ลูกกับผัวกิน หมอมาเอิ้นไปส่งเยี่ยมบ้านหน่อย ก็ต้องดับไฟไปส่งหมอก่อน" "ยังต้องเก็บขี้เต้อ(เสมหะ)แฮ๋ม หมอที่อบรมเปิ้นบอกถ้ายังไม่ไปส่ง เอาไว้ในตู้เย็นก่อนก็ได้ ผัวบอกถ้าเอามาไว้ในตู้เย็น เฮาเลิกกั๋นเลย ถ้าบ่อั้นก็เลิกเป๋น อสม.ไปเลย....."

ฟังแล้วก็อดที่จะเห็นใจและหดหู่ใจไม่ได้ เราทำให้คนที่มีจิตอาสามาทำงานให้ชาวบ้านเดือดร้อนหรือนี่

"บางทีนะ หมอนัดชาวบ้านมาเวลาบ่ายโมง แต่สองโมงสามโมงหมอก็ยังไม่มา....ชาวบ้านก็โกรธ อสม.ว่าให้มารอ เขาก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน...."

สำหรับงานที่ตามมาอีกเรื่อย ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มี นักศึกษามหาวิทยาลัยลงฝึก ลงทำวิจัย มีงานที่เพิ่มเติมมาจากงานที่ต้องทำอยู่แล้ว ก็เหมือนกับเราซ้ำเติมความเดือดร้อนให้เขาอีก จากการที่เราตั้งหน้าตั้งตาจะเก็บผลงานจาก อสม. เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้น หรือมีใครได้ยินเสียงที่ดูเหมือนจะพยายามบอกเราทั้งๆที่เกรงอกเกรงใจอย่างล้นเหลือกันบ้างไหม หรือจะปล่อยให้เสียงเหล่านี้เลือนหายไปพร้อมกับคำว่า "ขอข้าเจ้าลาออกเต๊อะหมอ..."

สะเทือนใจมากนะ....  ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร? จะรู้สึกอย่างไร?

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ทำบุญกับพระภิกษุณีที่นิโรธาราม

วันพืชมงคลปีนี้ตรงกับวันพระ ชมรมจิตวิวัฒน์โรงพยาบาลสารภีได้ไปทำบุญที่สถานปฏิบัติธรรมนิโรธาราม มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำทีม
ไปถึงก็เข้ากราบพระภิกษุณีรุ้งเดือน ซึ่งก็เมตตาบรรยายธรรม อริยสัจ 4 ในเวลาอันสั้นแต่ได้เนื้อความครบ จากความรู้ทางธรรมอันริบหรี่ของ จขบ. พอสรุปได้ดังนี้
 คนเราเกิดมาก็มีทุกข์จากการไม่ได้ของรักของที่พอใจ ทุกข์จากการพลัดพราก การร่ำไรรำพัน ความคับแค้นใจ โดยมีสาเหตุแห่งทุกข์ คือ จิตใจที่เพลิดเพลิน ท่านสอนว่า "จงทำงานด้วยความพอใจหรือฉันทะ แต่อย่าติดใจเพลิดเพลิน" "จงทำงานด้วยความสุข หรือปิติ แต่อย่าติดใจเพลิดเพลิน" ซึ่งการปฏิบัติที่แสดงว่าละความติดใจเพลิดเพลินแล้วคือ ศีล ถ้าถือศีลได้ก็แสดงว่าละความติดใจเพลิดเพลินได้แล้ว เช่น เราปิ๊งคนที่มีเจ้าของแล้ว แต่เราถือศีลข้อ 3 เราไม่ไปพัวพันกับคนคนนั้น ก็แสดงว่าเราไม่ไปติดใจเพลิดเพลินต่อ และถ้าเราเฝ้าดูจิต  ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เราก็จะพ้นทุกข์ได้


ชัดเจนมั้ยคะ แค่เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสามารถสรุป อริยสัจ 4 ได้อย่างที่เราๆ คนยังไม่พ้นโลกเข้าใจได้ เนี่ยนะ ถ้าเราได้ศึกษาจริงๆจังๆ อาจออกบวชตามก็ได้นา อิอิ


วันที่ 16-18 กรกฎาคม 2553 อย่าลืมมาปฏิบัติธรรมและฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ที่โรงพยาบาลสารภี เด้อเจ๊า จะอยู่ปฏิบัติธรรมทั้งคืนก็ได้มีที่นอนอย่างดีที่ PCU เจ๊า

ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่สาธุชนทั่วหน้า


สวัสดีเจ๊า

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

การจัดการความเครียด

งานสุขภาพจิต จัดประชุมเรื่อง Stress management เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 PCU มีผู้เข้าร่วม 3 คน กลับมาเลยให้เล่าให้ฟังว่าเป็นไงมั่ง สรุปแล้วก็หนักไปด้านกิจกรรมคลายเครียด พอตั้งคำถามวิธีการคลายเครียดของแต่ละคน พบว่า เคซึ่งเป็นน้อง(หลาน)คนสุดท้อง บอกว่า วิธีการคลายเครียดของเขาคือ เดินไปเดินมา ทำนู่นทำนี่ก็จะผ่อนคลายได้ พี่ต้อยบอกว่า อ่านหนังสือ(นิยาย) ฟังเพลง ดูหนัง พาครอบครัวไปเปลี่ยนบรรยากาศ ส่วนพี่น้อยบอกว่า ทำสมาธิสวดมนต์ รดน้ำต้นไม้


น่าสนใจตรงที่ว่า วัยที่แตกต่างกันจะมีวิธีการคลายเครียดต่างกัน รุ่นเคจะเป็นวัยรุ่นการคลายเครียดจะเป็นด้าน Physical มากกว่า ส่วนพี่ต้อยวัยทำงานก็จะเน้นหนักด้านครอบครัวและส่วนตัว ในขณะที่พี่น้อยที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่(ตอนเกือบปลาย อิอิ)จะเน้นด้านจิตวิญญาณ จากสิ่งที่ค้นพบวันนี้เป็นแนวทางในการ approach ผู้ป่วยที่มีความเครียดได้ว่า ควรแนะนำการจัดการความเครียดให้เหมาะสมกับวัย จะช่วยผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

KM ที่ไม่ใช่ MK

        เมื่อวาน(ส. 3 เม.ย. 53)ไปฟังอ.ดร.ไพฑูรย์  ช่วงฉ่ำ บรรยายเรื่องการจัดการความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ได้อะไรมาเยอะมาก ฟังๆแล้วสิ่งที่เราทำไปมันคือ KM ชิมิ แต่เรียบเรียงไม่เป็น AAR ก็เคยทำ เช่น ตอนรณรงค์ตรวจมะเร็งปากมดลูกหลังเสร็จงานเราก็มานั่งคุยกันว่ามีปัญหาการทำงานแต่ละขั้นตอนอย่างไร เราวางแผนว่าจะแก้ไขอย่างไร บันทึกไว้แล้วนะ แต่ขอไปค้นก่อนนะ มันน่าจะเป็นชุดความรู้อีกอันหนึ่งได้ ก็ดีนะถ้าเราจะเก็บไว้บนเวปบล็อกนี้ ทุกทีก็บ่นบ้าไปเรื่อย เอาใหม่ดีกว่านะ รอสมองปลอดโปร่งก่อนเน้อจะมาเขียน อิอิ ตอนนี้ขอไปเรียบเรียงนวัตกรรมที่จะส่งเข้าประกวดหน่อย
       อันที่จริงนวัตกรรมที่ได้ก็มาจากการจัดการความรู้นะแหละ เพราะก็มาจากปัญหาหน้างาน ทบทวนตัวชี้วัดแล้วถึงมาวางแผนแก้ปัญหา ได้ผลลัพธ์ก็สรุปบทเรียนว่าจะทำยังไงให้ยั่งยืน จากนั้นจึงเผยแพร่เป็นนวัตกรรมนี่ไง นี่ก็จะเป็นชุดความรู้อีกอันที่จะบันทึกในคลังความรู้
        เก่งแต่ข้างนอก เวลาอาจารย์ถาม "ดักแซ้บ" เน้อ พี่น้อง.....